ตรังแห่แก้หนี้ทะลัก ชาวบ้านบ่นเศรษฐกิจล่ม จี้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ปากท้อง ผวาข่าวลือยกเลิกเงินดิจิทัล 1 หมื่น วอนเดินหน้าต่อ เพราะลงทะเบียนมาลำบาก ขอแจกเป็นเงินสดใช้ง่ายกว่า ภาคเอกชน จี้ แก้ด่วนวิกฤตเศรษฐกิจ จวกที่ผ่านมามีคนชักใยเลือกคนบริหารจนเศรษฐกิจเหลว เอางบเงินดิจิทัลแก้ปัญหาปากท้องดีกว่า ทุนจีนทะลักต้องยกระดับพัฒนาฝีมือคนไทย
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ห้องนครา แกรนด์ บอลรูม โรงแรมเรือรัษฎา ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง พลเอกวิชาญ สุขสง คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดงานมหกรรมแก้หนี้ สร้างวิถีแห่งความเป็นธรรม” ครั้งที่ 58 จังหวัดตรัง โดยมี นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ส่วนราชการในจังหวัดตรัง ภาคีเครือข่ายสถาบันการเงิน และประชาชนชาวตรัง เข้าร่วมจำนวนมาก ตามนโยบายรัฐบาลที่กำหนดกรอบในการแก้ไขปัญหา เร่งดำเนินการลดภาระเกษตรกร ด้วยการพักหนี้เกษตรกร รวมถึงมาตรการช่วยเหลือประคองภาระหนี้สิน และต้นทุนทางการเงินสำหรับภาคประชาชนที่ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

โดยมอบหมายให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกรมบังคับคดี บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายร่วมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 12 สถาบัน ประกอบด้วย กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน บริษัทบริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด บริษัทบริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด บริษัท เจเอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และโตโยต้าลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีลูกหนี้ในส่วนจังหวัดตรังเข้าร่วมโครงการ 4,744 ราย แยกเป็นลูกหนี้ก่อนฟ้องจำนวน 2,479 ราย และลูกหนี้หลังศาลมีคำพิพากษา 2,265 ราย รวมทุนทรัพย์จำนวนกว่า 368.26 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามประชาชนผู้เข้าร่วมงาน ต่างบอกตรงกันว่า แม้พ้นจากสถานการณ์โควิดระบาดมาแล้ว แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจยังไม่ดีต่อเนื่อง ทำมาหากินลำบาก ค่าครองชีพ สินค้า ไฟฟ้า น้ำมันราคาแพง ทำให้ไม่มีโอกาสหลุดพ้นจากหนี้ และยังเป็นนี้มากขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องให้กับประชาชน และคาดหวังว่าจะยังได้รับเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทต่อไป เพราะลงทะเบียนมาด้วยความยากลำบาก แต่อยากให้รัฐบาลแจกเป็นเงินสดมากกว่า เพราะสะดวก ใช้ง่าย ใช้ได้จริง เพราะแจกแบบดิจิทัลแบบเดิมยุ่งยากและไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปใช้จ่ายที่ไหน แต่ก็มีความกังวลจากกระแสข่าวว่ารัฐบาลชุดใหม่อาจมีการยกเลิกโครงการดังกล่าว

นายบุญชู ศัยศักดิ์พงษ์ ผู้ประกอบการธุรกิจร้านทอง และธุรกิจส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งไปต่างประเทศ สมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง กล่าวฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ว่า รัฐบาลที่ผ่านมาล้มเหลวในการบริหาร เศรษฐกิจย่ำแย่ ยอดการค้าการขายลดต่ำลงมาก ร้านค้าต่างๆ ก็ปิดตัว โรงงานขนาดกลาง ขนาดใหญ่แทบไม่มีการลงทุนใหม่ อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากไม่มีเกิดใหม่เลย นักลงทุนหนีไปลงทุนที่ประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลใหม่ก็ต้องเร่งส่งเสริมการลงทุน โดยรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างๆ จะต้องเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถให้เหมาะสมกับงาน ที่ผ่านมาเลือกไปตามกลไกทางการเมือง มีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง ทำให้ได้คนไม่เหมาะกับงาน ไม่มีอิสระในการทำงาน
นายบุญชูกล่าวว่า ดังนั้น เมื่อรัฐบาลเข้ามาจะต้องเร่งแก้ปัญหาใหญ่คือ เรื่องค่าครองชีพ และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะด้านพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการผลิต รัฐจะต้องควบคุมให้อยู่ในกรอบที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง อย่าปล่อยให้ขึ้นลงตามใจชอบ เพราะมีผลต่อค่าครองชีพประชาชน รวมทั้งแก้เรื่องการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะฝีมือ อาชีพ และช่องทางการแข่งขันทางตลาด และกรณีสินค้าต้นทุนต่ำหรือราคาถูกจากจีนที่เข้ามารุกตลาดสินค้าไทยนั้น สินค้าไทยเรามีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ รัฐควรส่งเสริมให้การศึกษาคนไทยยกระดับ เพื่อพัฒนาฝีมือ ยกระดับสินค้าไทยเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ต้องเร่งทำ เพราะหากปล่อยนานไปจะทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ ส่วนเรื่องนโยบายแจกเงินดิจิทัลที่ผ่านมา หลายต่อหลายฝ่ายออกมาเตือนว่าไม่สมควรทำ เพราะซับซ้อนซ่อนเงื่อน ควรจะนำเงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ แต่หากรัฐบาลใหม่คิดจะฝืนทำโดยไม่ห่วงจะมีปัญหาตามมา ก็เชิญทำต่อไป

