เจ้าของร้านวัสดุก่อสร้าง ร้องขอความเป็นธรรม ถูกลูกหนี้ตีมึน ขับรถโม่ปูนชิ่งหนี หลังหอบคำสั่งศาลพร้อมจนท.ไปยึดทรัพย์
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร นายภานุมาศ จิตรวศินกุล หรือเจ้าของเพจเฮียเปี๊ยกช่วยด้วย เดินทางมาพร้อม น.ส.ธิดา (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย เพื่อยื่นหนังสือเรื่องขอความเป็นธรรม กับ พ.ต.อ.โชคชัย อินทะนิน รอง ผบก.ภจว.สกลนคร โดย น.ส.ธิดา (นามสมมุติ) เจ้าของร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ผู้เสียหาย ถูกนางลดา (นามสมมุติ) ผู้รับเหมา ติดค้างชำระค่าอุปกรณ์วัสดุก่อสร้างและสิทธิงานรับเหมา เป็นเงินจำนวนกว่า 4,200,000 บาท ตั้งแต่ช่วงปี 2565-2566 เริ่มแรกติดค้างเงินจำนวนไม่มาก ต่อมาก็เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่ายอดเงินมีจำนวนมากจึงเจรจายอมรับสภาพหนี้ กับนางลดา (นามสมมุติ) โดยมีรถแทรกเตอร์ จำนวน 1 คัน กับรถโม่ปูน จำนวน 1 คัน มาค้ำประกัน
เมื่อทวงถามเงินที่ติดค้างอยู่แต่กลับถูกปฏิเสธและถูกข่มขู่ จึงนำเอกสารหลักฐานที่มีไปยื่นฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดสกลนคร กระทั่งวันที่ 14 มีนาคม 2567 ศาลมีคำสั่งให้ส่งมอบรถแทรกเตอร์และรถโม่ปูนดังกล่าวให้กับ น.ส.ธิดา (นามสมมุติ) ในเวลาต่อมาจำเลยนำเอกสารคำสั่งศาลเดินทางไปติดตามรถทั้ง 2 คัน กับคู่กรณี แต่ก็บ่ายเบี่ยงอ้างว่าหากอยากได้รถคืนต้องมีเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีมาด้วยสุดท้ายกลับบ้านมือเปล่าและบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.กุสุมาลย์

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.67 เวลา 15.00 น. น.ส.ธิดา (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย ขออนุมัติหมายค้นจากศาลจังหวัดสกลนครเพื่อติดตามทรัพย์ ลงพื้นที่ไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีและขอกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพนนาแก้ว เนื่องจากสืบทราบว่ารถโม่ปูนที่ น.ส.ธิดา (นามสมมุติ) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิจากการฟ้องมาได้ จอดอยู่บริเวณบ้านแป้น ต.บ้านแป้น อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร ขณะที่จะนำทรัพย์ซึ่งเป็นรถโม่ปูนกลับ จู่ๆ นายโอภาส (นามสมมุติ) เสื้อสีส้มในคลิป แสดงตนว่าเป็นเจ้าของรถซึ่งข้อเท็จจริงนั้นเป็นสามีของนางลดา (นามสมมุติ) คู่กรณีในคดีได้ฟ้องยึดทรัพย์ดังกล่าว ต่อมามีพฤติกรรมไม่ยอมคืนรถแม้เจ้าหน้าที่บังคับคดีจะนำเอกสารบังคับคดีให้ดู และชี้แจงกับนายโอภาส (นามสมมุติ) แล้วแต่ก็ไม่ยอมคืน พร้อมทั้งมีการชี้ไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่ามายุ่งเรื่องนี้ ก่อนที่จะขับรถโม่ปูนหนีออกไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้มองว่าเป็นการชิงทรัพย์การกระทำผิดซึ่งหน้าเจ้าพนักงานตำรวจ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับนิ่งเฉยจากการถูกนายโอภาส (นามสมมุติ) ข่มขู่ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่หรือไม่ ทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงได้ไม่ตอบโต้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นได้แจ้งความดำเนินคดีกับนายปรีชา ที่ สภ.โพนนาแก้ว ไว้แล้ว
แต่ทั้งนี้กลัวไม่ได้รับความเป็นธรรมและกลัวว่าคู่กรณีจะนำทรัพย์หลบหนีหรือแยกชิ้นส่วนทรัพย์จำหน่ายทิ้ง จึงได้มาร้องขอความเป็นธรรมและความช่วยเหลือผู้บังคับการจังหวัดสกลนครให้ช่วยเร่งรัดคดี พร้อมกับติดตามทรัพย์กลับมา หวังจะได้รับความเป็นธรรมและความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเชื่อว่าในพื้นที่ อ.โพนนาแก้ว จะไม่มีมาเฟียหรือผู้มีอิทธิพลใดๆ ภายใต้ความดูแลของท่านผู้บังคับการจังหวัดสกลนคร

ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.โชคชัย อินทะนิน รอง ผบก.ภจว.สกลนคร ได้รับมอบหนังสือร้องขอความเป็นธรรมจากผู้เสียหาย พร้อมกับให้คำแนะนำว่าประชาชนทุกคนเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถเข้าแจ้งความร้องทุกข์ในท้องที่ที่เกิดเหตุเพราะมีกฎหมายคุ้มครองเจ้าทุกข์อยู่แล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ไปกับผู้เสียหายด้วยนั้น อาจจะมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่จึงไม่กล้าตัดสินใจในทันใดทันด่วนซึ่งหากกระทำการใดๆ โดยขาดการไตร่ตรองทางด้านกฎหมายในเวลานั้นอาจจะมีผลกระทบกลับมาภายหลังได้
ทั้งนี้ยืนยันว่า จนท.ตำรวจ สภ.โพนนาแก้ว ไม่ได้เกรงกลัวต่อผู้มีอิทธิพลใดๆ หากใครทำผิดต้องถูกดำเนินคดี และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายหรือมีอิทธิพลแต่อย่างใดจึงอยากให้สบายใจได้ และเรื่องนี้ตนจะสั่งการและตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเองเพื่อดำเนินการตามกฎหมายและให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

