หัวขโมยตัดเครือกล้วยในวัด กลางวันแสกๆ ทิ้งไว้แต่ต้น ดูต่างหน้า คาดเอาไปขาย เพราะราคาแพง
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2567 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายสำราญ (สงวนนามสกุล) หรือตาน้อย อายุ 69 ปี ชาวบ้านลำภู ที่อยู่ใกล้ๆ วัดป่าอุทยาน ภายในวัดป่าอุทยาน ว่า มีต้นกล้วยที่มีเครือกล้วยพร้อมเก็บปลูกไว้อยู่ภายในวัดป่าอุทยานเกือบ 100 ต้น เครือกล้วยหายไปกว่า 10 เครือ มีคนเห็นคนที่มาขโมยเป็นหญิง อาจเคยก่อเหตุอย่างนี้มาแล้วหลายครั้งกลางวันแสกๆ คาดเอาไปขายเพราะช่วงนี้ราคาแพง
ต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พร้อมนายสำราญเดินไปตรวจสอบบริเวณป่ากล้วยที่ทางวัดปลูกไว้เกือบ 10 ปี อยู่ข้างกำแพงวัดตรงกันข้ามกับโรงเรียนเทศบาล 1 เมื่อไปถึงพบว่าต้นกล้วยถูกตัดจากกอกล้วยรวม 11 เครือ ซึ่งแต่ละเครือเชื่อว่าไม่ต่ำกว่า 8-10 หวี และเป็นเครือที่คาดว่าอุดมสมบูรณ์ เพราะตนเองเคยมาสำรวจดูไว้ก่อนหน้านี้ว่าอีกประมาณ 2 อาทิตย์จะมาตัด แต่โดนมือดีตัดไปก่อน ตนเองจึงมาสำรวจและตัดลำต้นของกอกล้วยทิ้งเพราะไม่มีประโยชน์อะไรแล้วนอกจากทำเป็นปุ๋ยหมัก
นายสำราญเล่าว่า ในอดีตตนเองเคยบวชเป็นพระและจำพรรษาที่วัดนี้ 3 ปี และเป็นคนที่ริเริ่มในการปลูกกล้วยในพื้นที่ตรงนี้ โดยตนเองปรึกษากับเจ้าอาวาสว่า หากปล่อยไว้ก็จะมีแต่หญ้าขึ้น ปลูกกล้วยไว้ยังมีประโยชน์กว่า เพราะมีสระน้ำที่พึ่งขุดเสร็จเมื่อปี’61
ในขณะที่แนวความคิดของพระครู เจ้าอาวาส บอกกว่าหากกล้วยมีขนาดเพียงพอจะนำมาทอดแบบไม่ใส่น้ำตาลและจะกินได้นานกว่ากล้วยสุก และหากใกล้เทศกาลทอดกฐินก็จะนำต้นกล้วยมาเป็นบริวารของกฐิน ไม่ต้องไปรบกวนชาวบ้าน นี่คือความคิด ความเห็นของเจ้าอาวาส
สำหรับคนที่มาลักขโมยกล้วยมีชาวบ้านพบเห็นในช่วงกลางวัน เห็นหย่อนกล้วยข้ามกำแพงวัดใส่รถซาเล้ง เป็นผู้หญิง ก็ไม่นึกว่าจะเป็นขโมย ตาน้อยบอกต่อว่า โดยพฤติกรรม รูปร่างน่าจะเป็นคนคนเดียวกับคนที่เคยมาที่วัดเมื่อ 5-6 ปี และเคยถือเอากล้วยไปโดยพลการมาแล้ว ส่วนการแจ้งความดำเนินคดีพระครูเจ้าอาวาสวัดก็อยากจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวขโมยมาดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อให้เข็ดหลาบ

จากนั้นผู้สื่อเข้าไปมนัสการพระครูอรัญธรรมากร เจ้าอาวาสวัดป่าอุทยาน กล่าวว่า อาตมาก็มีแนวความคิดว่าการที่มีชาวพุทธแต่ไม่มีใจใฝ่ธรรม ขาดหลักศีล 5 มาลักเครือกล้วยไปก็ไม่ทราบเจตนาขโมย ขโมยไปเพราะอะไร หากจะมาขอกันดีๆ ด้วยความยากลำบากในชีวิตอาตมาก็มีความเมตตา

แต่หากจะมาลักเอาแบบนี้มันไม่เหมาะสมและถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา เพราะการลักขโมยครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งหนึ่งครั้งเดียว ทราบว่าถึง 4 ครั้ง ใจของอาตมาก็อยากจะให้ญาติโยมไปแจ้งความเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างของชาวพุทธ เรื่องกล้วยๆ ที่ไม่กล้วยต้องเป็นตราบาปไปชั่วชีวิต


ในขณะที่ปัจจุบันสินค้าทุกอย่างมีราคาไม่คงที่ และนับวันจะมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลชุดไหนก็ฉุดราคาสินค้าไม่อยู่ ชาวบ้านที่มีรายได้น้อยก็ลำบากในการดำเนินชีวิต ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคนับวันสูงขึ้น ขณะที่แม่ค้ากล้วยทอดเจ้าเก่าที่ประกอบอาชีพนี้มาร่วม 10 ปี บอกว่าปีนี้กล้วยมีราคาแพงเป็นประวัติการณ์ แถมหายาก
ผู้สื่อข่าวไปสอบถาม นางเกสร นิยมหวัง แม่ค้าร้านกล้วยทอด โอ.เค. ชาวบ้านเหล่าทอง ต.ลำภู อ.เมืองหนองบัวลำภู ซึ่งประกอบอาชีพทอดกล้วย มันทอด และฟักทอด อยู่ที่ถนนวิจารณ์รังสรรค์ ใกล้ใจกลางเทศบาลเมืองหนองบัวลำภู เล่าว่า ครอบครัวของตนเองประกอบอาชีพทอดกล้วยมาร่วม 10 ปี เมื่อก่อนยึดอาชีพทอดกล้วยที่ภูเก็ต อยู่ 3 ปี จึงกลับมาบ้านเกิดและใช้ชีวิตข้างๆ เตาแก๊สทอดกล้วยอย่างนี้ตลอดมา วันๆ จะมีลูกค้าขาประจำ ขาจรมาแวะซื้อไม่ได้ขาด ทำให้มีรายได้จุนเจือครอบครัว

แต่มาช่วงโควิด-19 นับมาจนถึงทุกวันนี้ ข้าวของทุกอย่างมีราคาแพง ขายของก็ไม่ดี สินค้าทุกอย่างถีบตัวสูงขึ้น เมื่อ 6-7 ปีย้อนหลังตนเองเคยซื้อกล้วยดิบมาหวีละ 5 บาท และราคาก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงกล้วยหวีเกือบจะ 25 บาท ในขณะที่น้ำมันพืชจากเคยซื้อถุงละ 15 บาท มาเวลานี้ถุงละ 40 กว่าบาท จนพ่อบ้านต้องลงทุนไปซื้อกล้วยในหมู่บ้านมากักตุนไว้ พอกล้วยสุกก็ขายไปด้วย ทำอย่างนี้เรื่อยมา แต่ยอมรับว่าช่วงนี้กล้วยหายากเพราะที่ผ่านมาอากาศร้อนจัด กล้วยหักคอตายทั้งยืน และปัจจุบันนี้กล้วยก็ยังไม่แก่เต็มที่ กล้วยที่นำมาขายก็มีราคาแพง

นางเกสรกล่าวฝากรัฐบาลชุดนี้ว่า ช่วยพยุงควบคุมสินค้าอย่าให้ขยับตัวสูงขึ้น ชาวบ้านที่มีรายได้น้อยลำบาก ไหนจะค่าอยู่ค่ากิน ในชีวิตไม่เคยไปยืมใครมาเป็นค่าน้ำค่าไฟก็ต้องทำ อยากให้รัฐบาลกระจายเม็ดเงินจากโครงการต่างๆ ลงพื้นที่ ในส่วนของเงินดิจิทัลก็เป็นความหวังของประชาชน แต่จะสิ้นปีงบประมาณแล้วความชัดเจน ความหวังก็ยังริบหรี่

