หน้าแรก ภูมิภาค ชลประทานพิจิต...

ชลประทานพิจิตร ทุ่มงบ 50 ล้าน สร้างสถานีสูบน้ำ พร้อมระบบท่อส่งน้ำช่วยเกษตรกร

25.08.24 | 15:56 น.

ชลประทานพิจิตรสั่ง 4 อำเภอลุ่มน้ำยม เฝ้าระวังสถานการณ์แม่น้ำยม คาด 26-27 น้ำมวลใหญ่ถึงพิจิตร ขณะที่ชลประทานทุ่มงบ 50 ล้านบาท เร่งสร้างสถานีสูบน้ำพร้อมระบบท่อส่งน้ำช่วยเกษตรกร

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม นายฉัตรชัย ทองปอนด์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า หลังมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดแพร่ น่าน และพะเยา ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่าน และแม่น้ำยมซึ่งมวลน้ำก้อนใหญ่ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดพิจิตร ตามลำดับ จึงขอให้ทางอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนติดตามเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำยม 4 อำเภอ ประกอบไปด้วย อำเภอสามง่าม อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอบึงนาราง และอำเภอโพทะเล อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนพร้อมรับสถานการณ์เนื่องจากปีนี้ปริมาณน้ำมาก ที่อาจเกินความจุลำน้ำแม่น้ำยม โดยเฉพาะจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำเอ่อล้นตลิ่ง และน้ำหลากเข้าท่วมเป็นประจำ เช่น ทุ่งรังนก เป็นต้น ซึ่งคาดการณ์ปริมาณน้ำสูงสุดที่จะไหลผ่านแม่น้ำยม มาถึงในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ประมาณราวช่วงวันที่ 26-27 สิงหาคมนี้

นายฉัตรชัยกล่าวอีกว่า ตนเองพร้อมด้วยนายช่างชลประทานอาวุโส ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อติดตามงานก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านหนองพยอม ซึ่งกรมชลประทานอนุมัติงบ 50 ล้านบาท เพื่อดำเนินการโครงการดังกล่าวในปีงบประมาณ 2567 โดยดำเนินการติดตั้งแพสูบน้ำเพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำน่านที่ตำบลวังงิ้ว อ.ตะพานหิน จากนั้นเดินท่อส่งน้ำขนาดใหญ่เป็นระยะทาง 4,900 เมตร เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำน่านไปตามท่อส่งน้ำ และส่งน้ำไปยังพื้นที่เกษตรกรรม หมู่ 6 ต.หนองพยอม อ.ตะพานหิน

Advertisement

โดยจะดำเนินการวางท่อลอดใต้ถนนและลอดใต้ทางรถไฟเพื่อส่งน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรที่ตลอดระยะทางจะมีจุดเปิดน้ำ 20 จุด ซึ่งจะทำให้พื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 1,500 ไร่ แต่ถ้ากลุ่มเกษตรกรและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำคลองไส้ไก่เพิ่มเติมเพื่อการกระจายน้ำก็จะสามารถทำให้มีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากสูงสุดถึง 5,000 ไร่ อีกด้วย

นายฉัตรชัยกล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการดำเนินการเอง ได้รับงบประมาณและเริ่มดำเนินการในช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 แต่เดิมมีเป้าหมายจะให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2567 แต่ปรากฏว่าพื้นที่ทำงานในช่วงนี้เจออุปสรรค คือต้องรอให้พี่น้องเกษตรกรได้เก็บเกี่ยวผลผลิต รวมทั้งอยู่ในช่วงฤดูฝนมีฝนตกต่อเนื่อง ทำให้มีน้ำท่วมขังพื้นที่หน้างานจึงอาจทำให้ต้องขยายเวลา หรืองานอาจจะล่าช้าไปแล้วเสร็จในช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือกลางเดือนธันวาคม 2567 ซึ่งมั่นใจว่าเมื่อโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวจะสามารถมีน้ำเพื่อการทำนาปี-นาปรัง ได้อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ได้อย่างแน่นอน