ร้องศูนย์ดำรงธรรม ถูกฟ้องขับไล่ เหตุโฉนดทับซ้อนที่ทำกิน ชาวบ้านโวยทำนามา 60 ปี ตั้งแต่รุ่นปู่ย่า
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา มีชาวบ้านบ้านงิ้ว หมู่ 4 ตำบลหนองระเวียง จำนวน 3 ครอบครัว ได้เดินทางเข้าพบกับนายศิวะเสก สินโทรัมย์ นายอำเภอพิมาย เพื่อขอความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน จากปัญหามีผู้ออกโฉนดทับที่ทำกิน (ที่นา) ของชาวบ้าน และมีการฟ้องขับไล่ เรียกร้องค่าเสียหายที่ชาวบ้านเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าว ชาวบ้านผู้ร้องได้ทำกินมาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่รุ่นย่า ไม่ต่ำกว่า 60 ปีต่อเนื่องกันมา ชาวบ้านจึงประสงค์ให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

โดยนายหริ ประเสริฐการ หนึ่งในชาวบ้านที่ถูกออกโฉนดทับที่ทำกิน เปิดเผยว่า เมื่อประมาณปี 2565 ที่ผ่านมา ตนได้รับหมายศาลขับไล่ออกจากที่ดินทำกิน แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เนื่องจากที่ดินแปลงดังกล่าว ครอบครัวภรรยาได้รับสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้วตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า กระทั่งมีหมายศาลมาว่า ตนแพ้คดี และให้ชดใช้เงินค่าเสียหาย รวมแล้วประมาณ 50,000 บาท เมื่อได้ตรวจสอบเอกสาร ก็พบว่า ที่ดินของตน ประมาณ 2 งาน ได้ถูกออกโฉนดไปก่อนหน้านี้เป็นเวลานานแล้ว แต่ตนกลับถูกฟ้องว่า บุกรุกที่ 1 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา ทำให้ตนเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ซึ่งจากการสอบถามที่ดินแปลงข้างเคียง ก็พบว่า มีชาวบ้านเกิดเหตุในลักษณะเช่นเดียวกันนี้อีก 3 ครอบครัว บางรายเสียเงินค่าจ้างทนายมาสู้คดี หมดเยอะกว่าค่าประเมินที่ดินเสียอีก แต่เนื่องจากเป็นที่ดินทำกินที่บรรพบุรุษให้สืบต่อกันมา จึงยอมเสียไปไม่ได้
เบื้องต้น นายอำเภอพิมาย ได้มอบหมายให้นายสมโภชน์ ชั่งทอง ปลัดอาวุโส และนายสุภกิจ แย้มสูงเนิน ปลัดงานอำนวยความเป็นธรรม ช่วยเหลือประสานกับเจ้าหน้าที่ที่ดินฯ ในการให้คำปรึกษา โดยคาดว่า อาจจะเป็นการออกโฉนดในสมัยเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ซึ่งเป็นการออกโฉนด ตามเอกสาร สค.1 หรือหนังสือ นส.3.ก หรือหนังสือจับจองที่ทำกินอื่นๆ โดยเป็นการออกโฉนดตามภาพถ่ายทางอากาศ ไม่ได้รังวัดตามพื้นที่จริง ทำให้มีพื้นที่บางส่วนซ้อนทับกัน แต่ในสมัยก่อน จะใช้วิธีการเจรจาพูดคุยแลกเปลี่ยนที่ดินกันเองโดยความยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย แต่ปัจจุบัน เมื่อที่ดินตกทอดมายังรุ่นลูกรุ่นหลาน มีใบโฉนดพื้นที่ซ้อนทับกับผู้ทำประโยชน์อยู่ จึงคิดว่ามีการบุกรุกที่ดินกันเกิดขึ้น ทำให้เกิดปัญหาฟ้องร้องขับไล่กันตามมา

ซึ่งศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพิมายได้แนะนำชาวบ้านผู้ร้อง ให้รวบรวมเอกสารหลักฐานการทำกินในที่พิพาท รวมทั้ง การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การเสียภาษีบำรุงท้องที่ และขอหลักฐานการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท มาเพื่อยื่นต่อศาล ขอรังวัดชี้แนวเขตอีกครั้งให้ตรงกับการใช้ประโยชน์จริงในปัจจุบัน รวมถึง จะได้ประสานคู่กรณีให้เข้ามาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยเร็ว

