หน้าแรก ภูมิภาค เกือบ 3 เดือน...

เกือบ 3 เดือนยังเงียบ แม่แห่โลงศพบุกโรงพัก ลูกเป็นคนกลางห้ามรุ่นพี่ โดนปืนลั่นใส่เสียชีวิต

29.08.24 | 19:06 น.

แม่แห่โลงศพตั้งหน้าโรงพัก บุกทวงถามความคืบหน้าคดีลูกชาย เป็นคนกลางเข้าห้ามรุ่นพี่เขม่นกัน ถูกปืนยิงดับ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่ สภ.ชัยพฤกษ์ จ.นนทบุรี น.ส.อาภาพัชร์ อายุ 45 ปี และนายอดิเรก อายุ 51 ปี แม่และพ่อของ นายวชิรพงศ์ อายุ 26 ปี ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อเย็นวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมด้วยนายอธิวัฒน์ สิริกังวาลวงศ์ ผู้ก่อตั้งเพจกล้าที่จะก้าว นำโลงศพเปล่า พร้อมรูปในงานศพของนายวชิรพงศ์ เดินทางมาติดตามความคืบหน้าคดีหลังนายวชิรพงศ์ถูกยิงเสียชีวิตจนจะครบ 100 วันแล้ว แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า ผู้ก่อเหตุยังไม่ถูกนำตัวส่งฟ้องศาล

โดยครอบครัวติดใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากในใบชันสูตรของนายวชิรพงศ์แจ้งว่าเป็นเหตุ “ปืนลั่น” จึงทำให้เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดี และหวั่นใจว่าการระบุสาเหตุเป็นปืนลั่นจะทำให้ผู้ต้องหาจะหลุดจากคดี รอดพ้นความผิด ทั้งที่ภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์ได้ว่าผู้ต้องหาเล็งปืนไปทางนายวชิรพงศ์ ก่อนจะมีเสียงปืนตามมา ซึ่งทางครอบครัวมองว่าเป็นการเจตนายิง

น.ส.อาภาพัชร์กล่าวว่า หลังจากได้รับผลจากนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งในใบที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งไปเป็นเหตุปืนลั่น ข้องใจว่าการแจ้งแบบนี้จะทำให้ผู้ต้องหาสามารถหลุดคดีได้ง่าย เหมือนตำรวจไม่ได้เข้าข้างผู้เสียหาย วันเกิดเหตุตนไม่เห็นเหตุการณ์ แต่ทราบว่าลูกชายขี่รถไปส่งน้องสาวที่ห้าง เมื่อกลับมาเห็นว่า นายดุลยวิทย์ รุ่นพี่ รถจอดเสียอยู่ จึงไหว้วานให้ลูกชายตนขี่รถไปส่งที่บ้านผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เมื่อไปถึงนายดุลยวิทย์กับผู้ก่อเหตุเกิดมีปากเสียงกันขึ้น มีการใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า ทำให้ลูกชายตนที่เห็นเหตุการณ์พยายามเข้าไปช่วยห้ามปราม จึงถูกผู้ต้องหาใช้อาวุธยิงใส่ 1 นัด จนลูกชายล้มฟุบจมกองเลือดไป

Advertisement

น.ส.อาภาพัชร์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาต้องตามหากล้องวงจรปิดเอง แต่ไม่มีใครให้ความร่วมมือ จึงต้องมาขอกับผู้สื่อข่าว มั่นใจว่าเหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุปืนลั่น เพราะลูกถูกยิงเข้าหัวใจ ตับ และปอด ครอบครัวต้องเก็บร่างไว้ในโลงเพื่อรอผลชันสูตร เพราะเป็นความหวังสุดท้ายของตน แต่พอผลชันสูตรออกมาแบบนี้ รู้สึกว่ากำลังหมดหนทางต่อสู้คดีให้ลูกชาย

“ผ่านมา 3 เดือนกว่า พอทราบว่ามีการระบุว่าเป็นเหตุปืนลั่นแล้วรู้สึกผิดหวังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผิดหวังกับคนชันสูตร คิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นที่พึ่งสุดท้าย หลังเกิดเหตุคู่กรณีไม่เคยแม้แต่เอ่ยคำขอโทษกับครอบครัวสักคำ แต่กลับโพสต์เฟซบุ๊กกินดีอยู่ดี มีความสุขทุกวัน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ครอบครัวเราเป็นฝ่ายสูญเสีย” น.ส.อาภาพัชร์กล่าว

น.ส.อาภาพัชร์กล่าวต่อว่า หลังจากคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้ไว้ใจจนกว่าจะมีการนำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องศาล ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าในวันจันทร์นี้ (2 ก.ย.) จะนำตัวผู้ต้องหา พร้อมสำนวนการสอบสวนส่งให้อัยการจังหวัดพิจารณาต่อไป โดยตนและครอบครัวพร้อมจะเดินทางไปเพื่อคัดค้านการประกันตัวในชั้นอัยการ

ด้าน พ.ต.ท.ธีรพงศ์ ประจักษ์จิตร์ รอง ผกก.สอบสวน สภ.ชัยพฤกษ์ ชี้แจงว่า หลังผลการชันสูตรของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ออกมาว่าผู้ตายถูกกระสุนทะลุผ่านหัวใจ 1 นัด เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ผลชันสูตรมาแล้วจึงได้รวบรวมหลักฐานและตั้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องหาว่าฆ่าคนตายโดยเจตนา พยายามฆ่าคนตาย ยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และพกพาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็น 4 ข้อหาหนักในการดำเนินคดี

พ.ต.ท.ธีรพงศ์เผยว่า นอกจากนี้ ยังได้ตั้งข้อกล่าวหากับ นายบุญรอด ทองคำ บุคคลที่ช่วยล้างคราบเลือดในที่เกิดเหตุและนำปลอกกระสุนปืนไปทิ้งน้ำ ในข้อหาช่วยผู้อื่นไม่ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง ทำให้เสียหายทำลายซ่อนเร้นเอาไปเสียหรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิด โดยในสัปดาห์หน้าจะนำตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนส่งอัยการจังหวัดนนทบุรี เพื่อทำการส่งฟ้องศาลจังหวัดนนทบุรีต่อไป

สำหรับคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 17.15 น. วันที่ 25 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชัยพฤกษ์ รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตที่บ้านพักหลังหนึ่ง หมู่ 3 ต.คลองข่อย อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในที่เกิดเหตุพบศพนายวชิรพงศ์ อายุ 26 ปี ถูกยิงเสียชีวิต หลังจากเป็นคนกลางพยายามเข้าไปห้ามเหตุทะเลาะวิวาทกันระหว่าง นายธีรเดช อายุ 42 ปี กับ นายดุลยวิทย์ อายุ 43 ปี รุ่นพี่ที่ผู้เสียชีวิตรู้จักทั้งสองฝ่าย แต่เกิดมีเรื่องเขม่นกันในงานบวชที่วัดสะพานสูง เกี่ยวกับเรื่องผู้หญิง จนต่อมาทั้งสองฝ่ายได้นัดเคลียร์ปัญหากันที่บ้านพักหลังเกิดเหตุ

ระหว่างพูดคุยนายธีรเดชใช้อาวุธปืนพกสั้นยิงขึ้นฟ้าก่อน 1 นัด ก่อนจะใช้ด้ามปืนตีไปที่ศีรษะของนายดุลยวิทย์จนได้รับบาดเจ็บ ทำให้นายวชิรพงศ์ที่เห็นเหตุการณ์พยายามเข้าไปช่วยห้าม แต่กลับถูกอาวุธปืนยิงใส่ 1 นัด จนล้มฟุบไปกับพื้น หลังเกิดเหตุนายธีรเดชเป็นผู้พาผู้ที่บาดเจ็บทั้ง 2 คนส่งโรงพยาบาลปากเกร็ด 2 เพื่อช่วยเหลือชีวิต แต่นายวชิรพงศ์เสียชีวิตในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าจับกุมตัวนายธีรเดชพร้อมของกลาง เป็นอาวุปืนพกสั้น ขนาด 11 มม. พร้อมกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง