อ.นิติศาสตร์ ชี้ ร่างกม.ใหม่งานวิจัย เป็นการล้ำเส้น ล้วงลูกทางวิชาการ ยิ่งทำให้ผลงานถูกปิดกั้น ควรเปิดพื้นที่อภิปรายข้อมูลอย่างเสรี ถือเป็นแกนกลางของงานวิชาการ
รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม เห็นชอบร่าง พรฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ การวิจัยและข้อกำหนดจริยธรรมการวิจัยซึ่งมีปัญหากับหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พ.ศ. …” ตามที่ อว.เสนอ ภายหลังสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติเสนอ ซึ่งร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 และผ่านความเห็นชอบของสภานโยบาย เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2565 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความกังวล เพราะเกรงว่าจะทำให้การทำงานวิจัยมีปัญหา ถูกตัดทุนวิจัยหากถูกตีความว่าเข้าข่ายมีปัญหากับหลักศาสนาฯ และจำกัดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการว่า การจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว เป็นไปตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.2564 ที่กำหนดให้ออกกฎหมาย กำหนดจริยธรรมเรื่องการวิจัยว่า
ขณะที่ภาคการเมืองยังหาคำอธิบายที่ชัดเจนหรือเส้นแบ่งจริยธรรมมีพรมแดนอยู่ตรงไหน เพราะต่างได้รับผลกระทบจากความจืดจางของจริยธรรมและเป็นที่รับรู้กันเป็นอย่างดีว่า ความจืดจางหรือไม่ชัดเจนมักถูกหยิบฉวยไปใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้าง หรือกีดกัน หรือทำลายกัน ไม่ว่าจะเป็นทางการเมืองหรือวงการวิชาการ
ร่างนี้ยังให้อำนาจคณะกรรมการสามารถสอดส่องให้คำแนะนำหรือสร้างหลักเกณฑ์ ในการทำวิจัยที่คณะกรรมการเห็นว่ามีปัญหาขัดหรือละเมิดหลักการสำคัญของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรือการวิจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง รวมถึงให้อำนาจกึ่งตุลาการ สามารถตีความและวินิจฉัยได้ด้วยกรรมการชุดนี้ โดยถ้อยคำในร่างพระราชกฤษฎีกานี้ใช้ถ้อยคำ เช่น ร้ายแรง สร้างความแตกแยกเกลียดชัง ด้อยค่า หรือขัดต่อศีลธรรมอันดีฯ ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้ภาษากฎหมายเรียกว่า บทครอบจักรวาล ตีความทุกเรื่องเข้าได้หมด ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงหลักศาสนาซึ่งมีข้อที่ต้องทำกับข้อห้ามทำในแต่ละศาสนา หรือศาสนาเดียวกัน แต่คนละลัทธิ คนละนิกายก็ให้ทำหรือห้ามทำ หรือบาปกับไม่บาป ก็แตกต่างกันไป ความถูกต้องดีงามย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ละบริบทพื้นที่ กาลเวลา
“ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการล้ำเส้น ล้วงลูกทางวิชาการ มาถึงวันนี้การยัดคุณธรรมอันสูงสุด ใส่มือผ่านกลไกกรรมการและการสั่งระงับการให้ทุน จะยิ่งทำให้ผลงานการวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ถูกปิดกั้น ปิดหู ปิดตาหนักเข้าไปอีก ทั้งๆ ที่มีด่านทางด้านจริยธรรมที่ถูกวางเป็นกลไกไว้แล้ว คือ คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยทั้งในคน ในสัตว์ทดลอง ในการใช้สารเคมี รวมถึงการมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ที่กำหนดให้มีการแจ้งสิทธิต่างๆ ให้เจ้าของข้อมูลทราบ และยังต้องมีมาตรการรรักษาความมั่นคงปลอดภัยอีก รัฐบาลอาจไม่รู้ว่ามีงานที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำ เช่น ระยะเวลาการขอตำแหน่งทางวิชาการที่ล่าช้ารอกันอย่างยาวนาน หรือสวัสดิภาพและการคุ้มครองแรงงานในสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการคุ้มครองน้อยกว่าแรงงานรายวันในโรงงานด้วยซ้ำ การเปิดพื้นที่ให้องค์ความรู้ที่อาจเห็นด้วยหรือเห็นต่างได้ถกเถียง อภิปราย หรือดิสคัสข้อมูลกันอย่างเสรี ถือเป็นแกนกลางของงานวิชาการ” รศ.ตรีเนตร กล่าว

