เทศบาลสั่งยุติ พระทุบกำแพงวัดสร้างห้องเช่า หลังสร้างไม่ตรงตามแบบแปลน หวั่นมีปัญหาเรื่องโครงสร้าง เจ้าอาวาส ขอเดินหน้าต่อ ยันโครงเหล็กแข็งแรง หวังให้เด็กได้ใช้ประโยชน์
กรณีเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ตัวแทนชาวบ้านในชุมชนโดยรอบวัดดงเค็ง เทศบาลตำบลประทาย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ได้ร้องเรียนถึงปัญหาการก่อสร้างอาคารสกายวอล์กเพื่อการศึกษา ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง โดยมีการทุบกำแพงวัดบริเวณฝั่งที่ติดกับด้านหน้าโรงพยาบาลประทาย ก่อสร้างต่อเติมอาคารลักษณะคล้ายห้องแถวร้านค้าโดยไม่ได้บอกกล่าวชาวบ้านให้ทราบก่อน ทำให้ชาวบ้านที่มีเถ้าอัฐิของบรรพบุรุษ บรรจุเก็บรักษาอยู่ภายในกำแพงได้รับความเสียหาย รวมถึงทางเทศบาลตำบลประทาย ได้ทำหนังสือขอให้ระงับการก่อสร้างมาแล้ว 2 ครั้ง เนื่องจากทางวัดยังไม่เคยขออนุญาตในการก่อสร้าง แต่เจ้าอาวาสวัดยังคงมีการแอบก่อสร้างอยู่เรื่อยๆ เป็นระยะ พร้อมทั้งส่งแบบแปลนการก่อสร้างระบุ ”อาคารอเนกประสงค์” เพื่อให้เทศบาลตำบลประทายอนุมัติการก่อสร้างตามแบบที่ขออนุญาตนั้น
เมื่อวันที่ 3 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุด ว่า ได้มีหนังสือคำสั่งจาก เทศบาลตำบลประทายลงวันที่ 3 กันยายน 2567 ให้ยุติการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์หลังดังกล่าว เนื่องจากมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่กองช่างเทศบาลตำบลประทาย พบว่า การก่อสร้างหลายจุดไม่ตรงตามแบบแปลนที่ได้ขออนุญาต อาทิ ระยะร่นจากแนวรั้วถึงตัวอาคารที่มีประตูเป็นช่องเปิด โครงสร้างฐานรากที่ไม่มีตอม่อคอนกรีตเสริมเหล็กรองรับ มีการใช้ท่อพีวีซีเป็นแบบก่อคอนกรีตซึ่งไม่แข็งแรงไม่ตรงตามแบบแปลน รวมถึงไม่มีคานคอดินรองรับ และนอกจากนี้หลายจุดยังมีการใช้เหล็กขนาดและชนิดเหล็กไม่ตรงตามแบบที่ขออนุญาต

ซึ่งเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลประทายได้นำประกาศไปติดไว้บริเวณด้านหน้าอาคารซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้างให้ทราบ โดยผู้ขออนุญาตยังมีสิทธิให้การอุทธรณ์คำสั่ง โดยในระหว่างนี้ ถ้าหากยังมีการฝ่าฝืนคำสั่งจะมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อไป
ในขณะที่พระมหาวชิราฯ เจ้าอาวาสวัดคงเค็ง เปิดเผยว่า ได้มีการว่าจ้างบริษัทเขียนแบบโดยมีวิศวกรซึ่งอดีตเคยทำงานในเทศบาลตำบลประทายเป็นผู้เขียนแบบแปลนโครงสร้างอาคารอเนกประสงค์เป็นจำนวน 50,000 บาท แต่คิดว่าคงถูกบริษัทหลอกสอดไส้วางยา เนื่องจากออกแบบมาไม่ตรงกับแบบที่ได้ก่อสร้างไปก่อนแล้ว ทำให้ต้องแก้โครงสร้างฯ ซึ่งต้องเพิ่มงบประมาณขึ้นไปอีก
ซึ่งอาคารหลังดังกล่าวเจ้าอาวาสเป็นคนคุมงานการก่อสร้างด้วยตนเอง โดยว่าจ้างแรงงานซึ่งเป็นชาวบ้านในชุมชนมาช่วยอีก 3 คน โดยจ่ายค่าแรงเป็นรายวันทำให้ประหยัดงบประมาณ รวมถึงการที่ทางเทศบาลฯ บอกว่าใช้เหล็กขนาดไม่ตรงตามแบบที่ก่อสร้างนั้น ตนยืนยันว่าโครงเหล็กแข็งแรงรับน้ำหนักได้ไม่มีปัญหา ซึ่งถึงแม้มีหนังสือให้หยุดก่อสร้างอีกกี่ฉบับก็ยังคงจะสร้างต่อไป เพราะถือว่าอาคารหลังดังกล่าวมีไว้สำหรับเด็กนักเรียนที่จะได้ใช้ประโยชน์


