หน้าแรก ภูมิภาค ศธจ.แจงปิดศูน...

ศธจ.แจงปิดศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ เหตุไม่ได้รับความร่วมมือเข้าระบบ ยันไม่ลอยแพน.ร.

9.09.24 | 18:11 น.

ศธจ.สุราษฎร์ แจงปิดศูนย์เรียนเด็กเมียนมามิตตาเย๊ะ เจรจาหลายรอบให้เข้าระบบไทย ไม่ได้รับความร่วมมือ ยืนยันสถานศึกษาทั้งรัฐ เอกชน อปท. 928 แห่งรับพอ พบปัญหาบางศูนย์พ่อแม่หลบหนีเข้าเมืองกว่าครึ่ง

เมื่อวันที่ 9 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยกรณีการปิดศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติตามที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สุราษฎร์ธานีประกาศปิด ศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ บางกุ้ง ต.บางกุ้ง อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 ทำให้มีการปิดศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีทุกแห่ง ส่งผลให้เด็กลูกหลานแรงงานข้ามชาติในพื้นที่กว่า 2,000 คน ต้องหยุดเรียนกลางคันนั้น

นายโชคดี ศรัทธากาล ศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาสถานที่เรียนให้เด็กสัญชาติเมียนมา หลังมีคำสั่งปิดศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะว่า ก่อนจะมีคำสั่งปิดและแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในการเปิดศูนย์การเรียนที่ไม่ได้รับอนุญาต สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจแล้วหลายครั้ง รวมทั้งได้มีการทำประวัติเด็กสัญชาติเมียนมาที่อยู่ในศูนย์ดังกล่าวไว้แล้ว สามารถติดตามตัวได้ทุกราย

นายโชคดีกล่าวว่า เรายืนยันตลอดมาว่าในการแก้ไขปัญหาหลังมีการปิดศูนย์การเรียนไปแล้ว สถานศึกษาในพื้นที่สุราษฎร์ธานี ทั้งสังกัดภาครัฐ เอกชน และปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มี 928 แห่ง ครอบคลุมทั้งจังหวัด มีศักยภาพในการรองรับเด็กๆ เหล่านั้นให้เข้าสู่ระบบการศึกษาของไทย โดยก่อนหน้านี้เราได้เข้าดำเนินการที่ศูนย์การเรียนที่วัดโพหวาย ซึ่งมีเด็กชาวเมียนมากว่า 300 คน หลังมีคำสั่งปิดศูนย์ดังกล่าวนักเรียนของศูนย์ได้เข้าไปเรียนที่โรงเรียนระดับประถมศึกษาภาคเอกชนครบทุกคน

Advertisement

แต่ในส่วนศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะที่หน่วยงานราชการได้เข้าไปพูดคุยกับครูใหญ่และผู้เกี่ยวข้องกลับไม่ได้รับความร่วมมือ (ให้เข้าระบบไทย) โดยอ้างว่าต้องการให้เด็กชาวเมียนมามีการเรียน การสอนตามหลักสูตรของประเทศเมียนมา ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาของ ศธจ.สุราษฎร์ธานี เรามุ่งเน้นในเรื่อง อนุสัญญาสิทธิเด็กอย่างเคร่งครัด” นายโชคดีกล่าว

นายโชคดีกล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีเด็กชาวต่างด้าว โดยเฉพาะลูกหลานของแรงงานชาวเมียนมาที่เข้าสู่ระบบการศึกษาของไทยเกินกว่าร้อยละ 50 กระจายอยู่ตามโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเด็กเหล่านี้ได้รับการดูแล และมีสิทธิตามเด็กไทยทุกประการ

“ปัญหาที่เราเป็นห่วงคือกลุ่มเด็กที่พ่อแม่ผู้ปกครองเข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมาย ในกลุ่มเด็กเหล่านี้จะมีปัญหาในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของประเทศไทย อย่างกรณีศูนย์การเรียนที่วัดสมหวังวนาราม ต.วัดประดู่ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี มีเด็กอยู่ในศูนย์ประมาณ 400 คน และพบว่าเป็นเด็กที่พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นกลุ่มที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเกินกว่าครึ่ง ซึ่งกรณีนี้อยู่ระหว่างการหาทางช่วยเหลือ” นายโชคดีกล่าว