ปธ.หอค้าอีสานบน เห็นด้วยค่าแรง 400 แต่ชาวบ้านเดือดร้อนสินค้าขึ้นราคา แนะรัฐควรปรับค่าแรงตามบริบทแต่ละจังหวัด ชี้แรงงานต่างด้าว-ไร้ฝีมือรับอานิสงส์มากสุด
เมื่อวันที่ 10 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศเป็น 400 บาทต่อวัน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม โดยใช้เกณฑ์สถานประกอบการที่มีการจ้างแรงงานไม่น้อยกว่า 200 คนขึ้นไป
นายณัฐพล เหลืองวงศ์ไพศาล ประธานหอการค้ากลุ่มภาคอีสานตอนบน 1 (5 จังหวัดอีสานตอนบน อุดรธานี เลย หนองบัวลำภู หนองคาย และบึงกาฬ) และเจ้าของธุรกิจก่อสร้างและห้างบิ๊กโฮม จ.เลย กล่าวว่า ในประเด็นนี้ในมุมมองของภาคเอกชน เราเห็นด้วยให้ขึ้นค่าแรง แต่อยากให้มีการพิจารณาเรื่องของปรับค่าแรงขึ้นเป็น 400 บาท พร้อมกันทั่วประเทศ เนื่องจากสาธารณูปโภค หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของในแต่ละจังหวัดมันไม่เท่ากัน อย่างเช่นใน กทม. ภูเก็ตในปัจจุบันค่าแรงได้เกิน 400 บาทไปแล้ว ในขณะจังหวัดเล็กๆ อย่างกลุ่มจังหวัดที่ตนดูแล คือกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 ซึ่งเป็นจังหวัดที่ไกลปืนเที่ยง บางจังหวัดรถไฟก็ไปไม่ถึง เครื่องบินก็ไม่มี ถามว่าโรงงานเขาจะมาตั้งทำไม ในเมื่อมีค่าแรงเท่ากันเขาก็ไปตั้งใน กทม.ไม่ดีหรือ หากถ้าจะมาตั้งเขาควรที่จะได้รับการสนับสนุนค่าแรงที่มีความแตกต่างกันบ้าง ถ้าถามค่าแรงควรปรับขึ้นมั้ย ควรปรับขึ้นแต่ควรจะทยอยปรับขึ้น ตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัด
โดยเฉพาะในแต่ละจังหวัดจะมีไตรภาคี ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนของลูกจ้าง 5 คน ตัวแทนของนายจ้าง 5 คน และตัวแทนของภาครัฐ 5 คน ซึ่งในการประชุม 5 จังหวัดอีสานตอนบน ต่างมีความคิดเห็นออกมาแล้วการปรับขึ้นค่าแรงในปลายปีนี้ และข้อตกลงจะมีการขึ้นค่าแรงเพิ่มอีก 5 บาทต่อวัน ซึ่งตัวแทนลูกจ้างก็เห็นด้วย แต่หากขึ้นทีเดียว ก็จะมีผลกระทบกับผู้ประกอบการ และสินค้าทุกอย่างก็เรียงหน้าปรับราคาขึ้น ผู้ประกอบการก็อยู่ไม่ได้ หากมองในมุมของทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อของขึ้นราคา เงินก็เฟ้ออ่อนๆ เมื่อรัฐประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สินค้าทุกอย่างก็รอปรับขึ้นราคา และก็ขึ้นราคาอย่างแน่นอน ในส่วนของนายจ้างก็อาจมีการปรับตัว และได้มีการพูดคุยกันอยู่ในผู้ประกอบการ หากปรับแบบนี้อาจจะเอาเทคโนโลยี การใช้เครื่องจักร มาลดการใช้แรงงาน เพื่อให้การใช้แรงงานน้อยลง เพราะมีต้นทุนที่สูงขึ้น
ในส่วนของลูกจ้าง ซึ่งลูกจ้างไร้ฝีมือได้ค่าแรงเพิ่มขึ้น แต่แรงงานพวกนี้ประสิทธิภาพการทำงานไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย แถมมีการเพิ่มต้นทุน นายจ้างก็ต่างผลักภาระให้กับผู้บริโภคอยู่ดี ซึ่งรัฐควรจะต้องหันมามองว่า ทำอย่างไรที่จะเพิ่มขีดความสามารถ หรือเพิ่มศักยภาพแรงงาน ไม่ใช่ไปทำมติเดียวคือเพิ่มค่าแรงอย่างเดียว ถ้ายังทำแบบนี้ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างแน่นอน ทั้งผลกระทบกับผู้ประกอบการ และลูกจ้างเองด้วยเช่นกัน ผลกระทบจะเกิดโดยต่อธุรกิจ บริษัทจ้างงานไม่ไหวก็จะมีคนตกงาน ลดการขยายตัวทางธุรกิจ และการลงทุน ผู้บริโภคต้องแบกรับการปรับขึ้นราคาสินค้าหรือบริการ เพราะต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น ของทุกอย่างต้องดาหน้าขึ้นราคา และแรงงานไม่มีฝีมือที่ได้อานิสงส์มากสุด จะเป็นภาคแรงงานต่างด้าว แรงงานมีฝีมือค่าแรงส่วนใหญ่เกินค่าแรงขั้นต่ำกันอยู่แล้ว และรัฐควรจะมอง การปรับค่าแรงต้องปรับตามแต่เศรษฐกิจของจังหวัดนั้นๆ ไป ไม่ใช่ว่าปรับขึ้นค่าแรงเท่ากัน และพร้อมกันทั้งประเทศแบบนี้

