หน้าแรก ภูมิภาค ลูกสาวถูก รุ่...

ลูกสาวถูก รุ่นพี่ 6 คน รุมทำร้าย โรงเรียนนัดเจรจาขอจบเรื่อง แม่ไม่ทนเดินหน้าแจ้งความดำเนินคดี

12.09.24 | 15:45 น.

ลูกสาวถูก รุ่นพี่ 6 คน รุมทำร้าย โรงเรียนนัดเจรจาขอจบเรื่อง แม่ไม่ทนเดินหน้าแจ้งความดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.สงขลา มีการแชร์คลิปภาพเหตุการณ์ความยาวประมาณ 30 วินาที มีกลุ่มเด็กนักเรียนหญิงหลายคนรุมทำร้ายเด็กนักเรียนหญิงเพียงคนเดียว ทั้งเตะ ต่อย ตบ กระชากผม และกระทืบสารพัด โดยตัดต่อเป็นช็อตสั้นๆ ประมาณ 10 ช็อต และมีการเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียล หลังจากมีการเผยแพร่ออกไปมีคนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจำนวนมาก

ทราบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งใน อ.เทพา จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ แม่ของเด็กหญิงในคลิปพร้อมญาติและเด็กหญิงคนดังกล่าว ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนชั้น ม.3 อายุ 15 ปี ได้เดินทางไปพบกับผู้บริหารของโรงเรียน

รายงานว่า ผู้อำนวยการโรงติดภารกิจนอกพื้นที่และได้มอบหมายให้รองผู้อำนวยการโรงเรียนเข้าประชุมแทน โดยมีตัวแทนคณะครูและครูที่ดูแลหอพัก และเด็กหญิงฝั่งคู่กรณีพร้อมผู้ปกครอง ซึ่งมี 6 คน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 4 จำนวน 2 คน ที่เป็นคนถ่ายคลิป และนักเรียนชั้น ม.6 อีก 4 คน ที่เป็นผู้ลงมือทำร้ายร่างกาย

Advertisement

รายงานว่า ที่ประชุมเบื้องต้นเด็กหญิงที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ 6 คน ในฝั่งผู้ก่อเหตุได้ยอมรับว่าทำจริงตามคลิป และได้กล่าวขอโทษผู้เสียหาย

รายงานว่า ทางโรงเรียนระบุว่า เพิ่งทราบเรื่องเช่นกันหลังจากที่มีการแชร์คลิปกันเมื่อช่วงเย็นของวานนี้ กระทั่งในวันนี้จึงได้นัดทุกฝ่ายมาหาข้อยุติ ในส่วนของทางโรงเรียนได้จัดการกับนักเรียนรุ่นพี่ทั้ง 6 คน ด้วยการตัดคะแนนความประพฤติคนละ 60 คะแนน และให้ทำทัณฑ์บนเอาไว้ทุกคน และขอให้ยุติเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ต้องแจ้งความอะไรกัน รวมทั้งจะให้ทีมสหวิชาชีพเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย และมีการเสนอที่จะเยียวยาให้กับฝั่งผู้เสียหายเพื่อขอยุติเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ได้คุยกันในรายละเอียด

รายงานว่า แม่ของเด็กหญิงผู้เสียหายคือ นางพันทิวา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี จะพาลูกสาวเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนักเรียนรุ่นพี่ที่ร่วมกันก่อเหตุทั้ง 6 คน เนื่องจากยอมรับไม่ได้กับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับลูกสาวของตนเอง และยังมีการเผยแพร่ไปในสื่อสังคมออนไลน์ ยิ่งสร้างผลกระทบที่หนักหนาสาหัสเข้าไปอีก พนักงานสอบสวนกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อดูว่าเข้าข่ายความผิดใดบ้างก่อนดำเนินการในทางคดี

สอบถามนางพันทิวา แม่ของเด็กหญิงผู้เสียหาย บอกว่า ตนทราบเมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 ก.ย. หลังญาติแชร์คลิปในสื่อโซเชียลมาให้ดู ซึ่งตนเห็นภาพลูกสาวโดนกระทำเพียงแค่ 2 วินาทีแรกก็ทำใจรับสภาพไม่ได้แล้ว และเป็นการกระทำที่รุนแรงมากเกินกว่าที่จะยอมรับได้ จากการประชุมร่วมกันกับฝ่ายที่โรงเรียน ปรากฏว่าอยากให้มีการจบเรื่องเอาไว้เพียงแค่นี้ อาจจะมีการเยียวยาผู้เสียหายกันไป แต่ตนไม่ยอม และขอดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายให้ถึงที่สุดก่อน

ในส่วนของลูกสาวเพิ่งย้ายเข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ใน อ.เทพา ในช่วงเดือน พ.ค.67 จะอยู่หอพักภายในโรงเรียน และจะกลับบ้านไปหาตนทุกวันวันศุกร์ ซึ่งบ้านตนอยู่ใน อ.จะนะ ซึ่งเป็นอำเภอติดกัน และจะกลับไปเรียนอีกทีในวันจันทร์ แบบนี้ประจำ เมื่อช่วงวันศุกร์ตนเห็นใบหน้าลูกมีบาดแผลคล้ายกับเป็นรอยเล็บ นึกว่าลูกทะเลาะกับเพื่อนตามประสาเด็ก จึงไม่ได้คิดอะไรมาก และลูกไม่ได้บอกว่าโดนรุมทำร้ายด้วย กระทั่งมาเห็นคลิปเมื่อช่วงเย็นวานนี้ตนถึงกับทนไม่ไหว อยากบุกไปยังโรงเรียนในตอนนั้นเลย

นางพันทิวากล่าวว่า ในส่วนของโรงเรียนนั้นบอกว่าเพิ่งทราบเรื่องเหมือนกัน และไม่มีกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุ และครูไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และเด็กไม่ได้บอกให้ครูหรือทางโรงเรียนทราบด้วย เบื้องต้นจึงได้แต่ตัดคะแนน ทำทัณฑ์บน และตัดคะแนนความประพฤติแต่เพียงเท่านั้น อยากให้จบเรื่องด้วยดี ไม่ต้องแจ้ง แต่ตนไม่ยอม คาดว่าจะให้ลูกสาวไปที่โรงเรียนเฉพาะวันที่สอบเท่านั้น และจะให้ย้ายโรงเรียนไปเรียนที่อื่นหลังจากนี้

จากการสอบถามเด็กหญิงผู้เสียหาย เป็นนักเรียนชั้น ม.3 อายุ 15 ปี เล่าว่า ในคืนวันพฤหัสฯสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้มีเรื่องทะเลาะกับเพื่อนผู้หญิงที่หอพัก และมีรุ่นพี่เข้ามายุ่ง ตนจึงบอกไปว่า อย่าเ-ือก และน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้รุ่นพี่ไม่พอใจ

“กระทั่งในวันรุ่งขึ้น วันศุกร์ ประมาณช่วงเที่ยง รุ่นพี่ 6 คน จึงได้เข้ามารุมทำร้ายตนเองประมาณ 3-4 จุด ในโรงเรียน หน้าห้องเรียน หน้าห้องละหมาด และโรงอาหาร รุมทำร้ายสารพัดวิธีจนตนเองบาดเจ็บโดยเฉพาะที่ใบหน้า แต่ไม่ได้เอาเรื่องนี้ไปบอกแม่หรือใคร จนกระทั่งมีการแชร์คลิปเมื่อเย็นวานนี้ แม่และญาติทราบเรื่อง จึงพากลับเข้าพบและเจรจากันที่โรงเรียน และพาเข้าแจ้งความ และดูว่าจะสามารถทำอย่างไรได้บ้าง”