สิ้นเนื้อประดาตัว! คลื่นซัดถล่มบ้านพังยับ ชาวบ้านหนีตาย ไร้ที่อยู่ วอนรบ.แก้ปัญหา พร้อมจัดหาที่ดินผืนใหม่ หลังประสบปัญหามานานนับ 10 ปี
เมื่อวันที่ 19 กันยายน ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ที่บ้านมดตะนอย หมู่ 3 ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง พร้อมด้วย นายณัฐวัฒน์ ทะเลลึก หรือผู้ใหญ่คาน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 เจ้าหน้าที่จาก อบต.เกาะลิบง ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์คลื่นทะเลสูง 3-4 เมตร ซัดถล่มบ้านเรือนชาวบ้านริมทะเล ที่ส่วนใหญ่มีเอกสารสิทธิ เช่น ส.ค.1, น.ส.3 เสียหายไปทั้งหมด 15 หลัง แบ่งเป็นเสียหายพังลงไปทั้งหลัง 8 หลัง เสียหายบางส่วน 7 หลัง โดยพบเห็นสภาพมีเศษซากปรักหักพังกระจายทั่วพื้นที่ ข้าวของทรัพย์สินบางส่วนที่ขนย้ายไม่ทันกระจายอยู่
ส่งผลให้บ้านที่ยังเหลืออยู่ อยู่ด้วยความหวาดผวาและหวาดระแวง พร้อมทั้งได้ย้ายคนในครอบครัว ทรัพย์สินออกจากบ้าน และต่างช่วยกันเก็บและถอดโครงสร้างบ้าน เช่น กระเบื้องหลังคา ไม้โครงสร้าง ประตู หน้าต่าง เพื่อเก็บไว้ใช้ต่อในภายภาคหน้า ขณะเดียวกันตลอดชายหาด ต้นไม้ เช่น ต้นสน ต้นมะพร้าว ขนาดใหญ่ล้มลงมาอีกหลายต้น โดยในวันนี้ทาง อบต.เกาะลิบง ฝ่ายปกครองในพื้นที่ ได้เข้ามาช่วยเหลือเบื้องต้น และนำรถแบ๊กโฮมาปรับพื้นที่ และนำเอาต้นไม้ที่ล้ม มาขวางป้องกันแรงคลื่นไว้ชั่วคราว

โดยเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2566 ปีที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ และมีการนำเสนอข่าวมาแล้วเช่นกัน โดยช่วงนั้น คลื่นทะเลรุนแรงในลักษณะเดียวกัน แต่น้อยกว่าครั้งนี้ ได้ซัดบ้านริมชายหาดมดตะนอย เสียหายยับไปแล้วกว่า 5 หลัง พร้อมทั้งมีการเรียกร้องไปยังรัฐบาล ภาครัฐ และผู้แทน เข้าช่วยเหลือแก้ปัญหา แต่จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงไม่มีการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างได
นายอนุพงษ์ เต็มโคตร หรือเอก อายุ 39 ปี ชาวบ้าน กล่าวว่า คลื่นสูงกว่า 3-4 เมตร ได้ซัดขึ้นมาในวันนี้รุนแรงมากในรอบ 10 กว่าปี ครั้งนี้ภายในวันเดียวทำให้บ้าน 10 กว่าหลังคาเรือนต้องพังถล่มลงทันที และที่รอคิวจะถล่มซ้ำอีกหลายหลัง และในวันพรุ่งนี้ (19 ก.ย.) และวันต่อไปน้ำทะเลหนุน คลื่นจะสูงหนักและแรงกว่าวันนี้เสียอีก ตนไม่ขออะไรมาก ขอแค่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือเพราะเดือดร้อนจริงๆ “ไฟไหม้บ้าน ยังมีที่อยู่” แต่คลื่นซัดหมดไปทั้งบ้านทั้งที่ดิน ไม่มีที่จะอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ที่เดือดร้อนบ้านพัง ต้องไปขออาศัยบ้านญาติพี่น้องอยู่ บางรายก็ไปเช่าบ้านอยู่อาศัย

“บอกตรงๆ ต่างก็ไร้ที่อยู่ สิ้นเนื้อประดาตัว บางหลังก็เก็บข้าวของทัน บางหลังก็เก็บไม่ทัน เพราะคลื่นมาเร็วมาก เพียงแค่วันเดียวคลื่นได้ซัดที่ดินบนฝั่งลงไปกลายเป็นทะเลเข้ามาไม่ต่ำกว่า 20 เมตร ขอให้รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลช่วยเหลือในเรื่อง 1.ที่ดินที่จะไปอยู่อาศัยใหม่ 2.เงินสร้างบ้าน แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับตน คนจนเหมือนตนไม่มีอะไรเยอะมีเงินเก็บ 1 ก้อนไว้สร้างบ้าน แต่สุดท้ายบ้านหายไปกับสายน้ำ ได้แต่เพียงร้องไห้ น้ำตาแห้งไม่เหลือที่จะร้องแล้ว อธิบายความรู้สึกเป็นคำพูดไม่ได้ เสียใจที่เราทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นภัยธรรมชาติ มีเพียงแค่น้ำใจเท่านั้นที่จะเข้ามาช่วยได้”
นายอนุพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานเกี่ยวข้อง บอกจะเข้ามาทำพนังป้องกันคลื่น แต่ต้องรออนุมัติงบกว่า 4 ปี แต่ชาวบ้านรอไม่ได้ นี่ขนาดปีเดียวบ้านหายไปขนาดนี้ 4 ปี จะเหลืออะไรให้ชาวบ้านอยู่ นี่แค่ 1-2 ปี ทะเลซัดเข้ามาเกือบจะถึงถนนในหมู่บ้านแล้ว ในอดีตเลยผืนดินเดิม อยู่เข้าไปในทะเล ณ ปัจจุบันนี้ประมาณ 100 กว่าเมตรที่คลื่นทะเลได้ซัดเข้ามาในห้วงระยะเวลาประมาณเกือบ 10 ปี ที่ผ่านมาทะเลกัดเข้ามาทีละนิด แต่ช่วงหลังนี้กัดเข้ามาเยอะมาก และบ้านที่พังถล่มไปในทะเลในอดีตก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้กว่า 20 หลังคาเรือนมาแล้ว ซึ่งยอมรับความคลื่นรุนแรงทวีคูณขึ้นมาเรื่อยๆ หากไม่มีการป้องกัน และภาครัฐช่วยหาที่อยู่ใหม่ให้

ด้าน นางวลัยพร ติ้งเก็บ อายุ 45 ปี ชาวบ้าน กล่าวว่า ต้องการให้ทางภาครัฐ หน่วยงานด้านบน ลงมาดูบ้างว่าพวกเราลำบากกันยังไง อยู่ไม่ได้แล้ว ต้องการให้จัดหาที่อยู่ใหม่ให้ คนที่อาศัยบ้านที่ได้พังลงไปในวันนี้ จะหาที่อยู่ใหม่ก็หากันแทบไม่ได้เลย บางครอบครัวที่ไปเช่าบ้าน ก็ต้องเอาครอบครัวอื่นไปอยู่ชั่วคราวด้วย ก็เท่ากับว่าบ้านเช่า 1 หลังต้องอยู่กัน 3-4 ครอบครัว ต้องช่วยๆ กันไปก่อนเท่าที่จะทำได้ เพราะไม่มีที่จะอยู่ มูลค่าความเสียหายบ้านแต่ละหลังราคาประมาณ 2-4 แสนบาท กว่าจะปลูกสร้างขึ้นมาได้ก็ใช้เวลาเกือบชั่วชีวิต และไม่รู้เมื่อไรจะหาเงินจากไหนมาสร้างใหม่ได้อีก บอกความรู้สึกไม่ถูกเลย มันจะร้อง พูดอะไรไม่ออก จุกในอก นึกถึงก็ไห้ออกมาเป็นน้ำตา ทรัพย์สินก็พอจะเก็บทันบ้าง ที่ไม่ทันก็ต้องปล่อยไป หลายหลังจ่อจะพังอีก ปัญหาที่หนักๆ ก็ 2-3 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้พร้อมมากถ้ามีการจัดหาที่ให้อยู่ใหม่ ถ้าเร่งรัดได้ยิ่งดี อีกอย่างกระทบกับการงานมากเลย แทบไม่ได้ทำงานกัน ข้าวสารก็แทบจะไม่มีเงินซื้อ
น.ส.อรพรรณ เขากรม อายุ 26 ปี เจ้าของบ้านสีเหลืองที่พังทั้งหลัง กล่าวว่า ได้เพียงแค่ยืนดูบ้านพังลงมา ทำอะไรไม่ได้พังลงมาเร็วมาก คลื่นเมื่อวาน (17 ก.ย.) เล็กน้อย แต่วันนี้หนักมากพังไปทั้งหลัง รู้สึกเสียใจ ใจหาย บ้านเก็บสะสมสร้างมา อยู่มาหลายปี แต่กลับมาพังลง มูลค่าบ้านตนประมาณ 2 แสนบาท ย้ายของกันไม่ทัน เอาเท่าที่ได้ออกไปก่อน ตอนนี้ตนก็ต้องไปขออยู่อาศัยกับน้องสาว ซึ่งเช่าบ้านอยู่ เพราะบ้านน้องสาวก็พังเช่นกัน

นายณัฐวัฒน์ ทะเลลึก หรือผู้ใหญ่คาน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 กล่าวว่า ที่สำรวจพื้นที่ร่วมกับทาง เจ้าหน้าที่ อบต.เกาะลิบง มีบ้านเสียหาย 15 หลัง พังทั้งหลัง 8 หลัง พังบางส่วน 7 หลัง คิดว่าคลื่นจะรุนแรงขึ้นกว่านี้อีก ปัญหาเรื่องนี้เกิดมาตั้งแต่ปี 2561 เริ่มกัดเซาะมาทีละนิด แต่มาถึงปัจจุบันนี้หนักขึ้นมาก ครั้งนี้หนักสุดตั้งแต่ตนจำความได้ที่เสียหายเยอะขนาดนี้ ซึ่งชาวบ้านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากได้ที่อยู่อาศัยใหม่ เพราะชุมชนนี้เป็นชุมชนแออัด อยากฝากไปยังรัฐบาล หน่วยงานเกี่ยวข้องเข้ามาดูแล กำหนดพื้นที่ขยายให้ชาวบ้านได้อยู่อาศัย เพราะตอนนี้ประชากรในชุมชนมดตะนอยมีอยู่ 367 ครัวเรือน ประชากรกว่า 1,100 คน ซึ่งยังไม่รวมประชากรที่อยู่รวมกันในครอบครัวเดียว
และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบวันนี้ประมาณ 50-60 คน ขณะนี้ตนก็ได้ประสานไปยังนายอำเภอ ไปยังผู้ว่าฯ และทาง อบต.เกาะลิบงก็เข้ามาดูแลช่วยเหลือชาวบ้าน และบ้านที่พังทั้งหลัง และพังบางส่วนในเบื้องต้นแล้ว ส่วนแผนระยะยาวหากไม่มีการก่อสร้างพนังกั้นคลื่น หรือย้ายคนออกไป ตนมองว่า 4-5 ปีข้างหน้า หากไม่มีการเข้ามาแก้ไข ชุมชนตรงนี้ตนมองว่าอาจจะกลายเป็นทะเลไปทั้งหมด และเคยมีโครงการของโยธาธิการและผังเมือง ที่จะทำเขื่อนพนังป้องกันคลื่น แต่ก็เงียบหายไป จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลตรงนี้ด้วย


