ปลัดอำเภอครบุรี เช็กแล้ว อดีตผช.ผญบ.โดนปลอมบัตรปชช.-ปลอมตัว ใช้สิทธิรักษาพยาบาล
จากกรณีที่ นายคมสันต์ ทิศกระโทก อายุ 41 ปี อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านลำเพียก (อดีต ผช.ผญบ.) หมู่ 11 ต.ลำเพียก อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ได้ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน ภายหลังจากที่ตรวจสอบพบว่ามีผู้ต้องขังคดียาเสพติด ภายในเรือนจำแห่งหนึ่งที่ จ.ภูเก็ต มีชื่อ นามสกุล รวมถึงหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ตรงกับตัวเอง ทำให้ตอนนี้สิทธิทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับบัตรประจำตัวประชาชนเกิดปัญหา ไม่สามารถใช้ได้ตามปกติ รวมถึงยังมีประวัติการต้องโทษเป็นผู้ต้องหาในเรือนจำจนตอนนี้ไม่สามารถไปสมัครงานหรือกระทำการใดๆ ที่ต้องใช้เอกสารบัตรประจำตัวประชาชนได้มานานกว่า 3 ปีแล้ว ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 20 กันยายน นายนรินทร์ อติวีโร ปลัดอำเภอครบุรี หัวหน้ากลุ่มงานทะเบียน ได้ทำการเชิญตัวนายคมสันต์ เข้ามาชี้แจงเกี่ยวกับผลการตรวจสอบประวัติเกี่ยวกับข้อมูลประจำตัวทางทะเบียนราษฎร์ ในส่วนของการใช้สิทธิรักษาพยาบาล หรือบัตรทอง
โดยเบื้องต้นพบว่า บัตรประจำตัวประชาชนของนายคมสันต์ ไม่ได้เป็นการสวมบัตรหรือสวมสิทธิแต่อย่างใด เพราะมีการใช้สิทธิที่เกิดจากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของนายคมสันต์ทั้งหมด แต่มีการโยกย้ายสถานที่การใช้สิทธิไปมาหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2560 มีข้อมูลว่า นายคมสันต์ ได้โอนย้ายสิทธิบัตรทองจากโรงพยาบาลครบุรี จ.นครราชสีมา ไปยังสถานพยาบาลส่วนราชการ 1 หน่วยบริการประจำโรงพยาบาลถลาง จ.ภูเก็ต ก่อนที่จะมีการโอนย้ายสิทธิกลับมาเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลครบุรี ในปี พ.ศ.2562 จากนั้นเมื่อปี พ.ศ.2564 ก็พบว่ามีการโอนย้ายสิทธิไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จ.ภูเก็ตอีกรอบ
นายนรินทร์กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลของนายคมสันต์ในเบื้องต้นตอนนี้พบว่า นายคมสันต์ ผู้ร้องเรียน ไม่ได้ถูกสวมสิทธิ สิทธิทุกอย่างยังคงเป็นของนายคมสันต์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลรายการบุคคล ภาพใบหน้า ที่ใช้ในการดำเนินการต่างๆ จึงยืนยันได้ว่านายคมสันต์นั้นไม่ได้ถูกสวมสิทธิ แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมีคนปลอมแปลงบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งหลังจากนี้ทางอำเภอจะได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการจัดการแก้ไขปัญหานี้ต่อไป

ส่วนในเรื่องของสิทธิการรักษาพยาบาลนั้นตอนนี้ทาง สปสช.จะดำเนินการโอนย้ายสิทธิกลับมาให้ใช้บริการในพื้นที่ได้เลย โดยจะกลับมามีสิทธิรักษาตัวที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลำเพียก
สำหรับกรณีที่ผู้ต้องขังในจังหวัดภูเก็ตที่มีชื่อ สกุล และหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ตรงกับนายคมสันต์นั้น ทางอำเภอจะทำหนังสือแจ้งไปยังทางเรือนจำ และทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้นำข้อมูลมาพิสูจน์กันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะได้แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ตอนนี้มีผู้ต้องขังที่ใช้ชื่อ สกุล และหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ตรงกับนายคมสันต์ อยู่ในเรือนจำจริง สำหรับสาเหตุที่ตรวจสอบพบว่ามีการโอนย้ายสิทธิการรักษาพยาบาลของนายคมสันต์ จากจังหวัดนครราชสีมา ไปยังจังหวัดภูเก็ต ทั้งที่นายคมสันต์ยืนยันว่าไม่เคยเดินทางไปที่จังหวัดภูเก็ตเลยแม้แต่ครั้งเดียวนั้น
ทางปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานทะเบียนและบัตรอำเภอครบุรี คาดว่า อาจจะเกิดจากมีผู้ปลอมแปลงบัตรประชาชนและปลอมตัวเป็นนายคมสันต์ นำบัตรประชาชนปลอมไปแสดงตนเพื่อเข้ารักษาพยาบาล หรือกระทำการต่างๆ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบติดตามหาตัว แต่ในตอนนี้ขอยืนยันว่า นายคมสันต์ ทิศกระโทก นั้นเป็นประชากรที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอครบุรี จ.นครราชสีมาอย่างแน่นอน และไม่เคยมีประวัติต้องโทษในคดีอย่างแน่นอน
ด้าน นายคมสันต์ ทิศกระโทก ผู้เสียหาย กล่าวว่า ภายหลังจากได้รับฟังคำชี้แจงจากทางปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานทะเบียนและบัตรอำเภอครบุรีแล้ว รู้สึกว่าสบายใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่ยังมีความกังวลใจอย่างมากในเรื่องของประวัติข้อมูลส่วนตัวที่ตอนนี้กลายเป็นผู้ต้องขังในคดียาเสพติด และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการแก้ไขให้กลับมาขาวสะอาดได้อย่างไรและใช้ระยะเวลาขนาดไหน และยังมีข้อสงสัยว่าตอนที่มีการจับตัวคนร้ายมาดำเนินคดี ไม่ได้มีการตรวจสอบยืนยันข้อมูลบุคคลให้ถูกต้องก่อนหรือไม่ หรือหากมีการปลอมแปลงบัตรประชาชน ก็ยังมีฐานข้อมูลลายนิ้วมือ ที่ไม่น่าจะตรงกันให้ตรวจสอบอีก เพราะหากตรวจสอบในส่วนนี้ก็จะต้องพบความผิดปกติอย่างแน่นอน

นายคมสันต์บอกอีกว่า ตลอดห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา ตัวเองรู้สึกสงสัยและกังวลใจอย่างมาก ที่ทำไมสิทธิของตัวเองไปอยู่ที่อื่นได้ ทั้งที่ตัวเองก็อยู่ที่บ้านไม่เคยไปไหน ไม่เคยนำข้อมูลไปให้ใคร บัตรประจำตัวประชาชนก็ไม่เคยหาย แต่ข้อมูลของตัวเองกลับถูกคนอื่นนำไปใช้แอบอ้างได้อย่างไร ตัวเองไม่สามารถใช้สิทธิใดๆ ได้ตามกฎหมาย จึงอยากที่จะได้รับความยุติธรรมและสิ่งที่ตัวเองสูญเสียไปในส่วนนี้ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะมีใครออกมารับผิดชอบกับเหตุการณ์นี้ได้บ้าง

