หน้าแรก ภูมิภาค ผบ.ทสส. ลงพื้...

ผบ.ทสส. ลงพื้นที่แม่สาย เร่งช่วยผู้ประสบภัยหลังน้ำลด ชาวบ้านเศร้าหมดตัว ดินทับบ้านจมมิด

22.09.24 | 16:53 น.

ผบ.ทสส. ลงพื้นที่แม่สาย เร่งรัดช่วยผู้ประสบภัยหลังน้ำลด ชาวบ้านเศร้าหมดตัว ดินทับบ้าน-มอ’ไซค์ จมมิด

เมื่อวันที่ 22 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่เขตเทศบาล ต.แม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย ยังคงเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะชุมชนหัวฝาย และชุมชนถ้ำผาจม ซึ่งเป็นจุดแรกของประเทศไทย ที่รับน้ำจากลำน้ำสายและเป็นที่ตั้งของจุดผ่อนปรนหัวฝายและป้อมยาม สภ.แม่สาย มีประชากรอาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า 200 ครัวเรือน พบว่าหลังน้ำแห้งได้กว่า 1 สัปดาห์ ยังคงมีดินโคลนที่เริ่มแข็ง เศษไม้และวัชพืชติดอยู่ทั่วอาคารโดยหลายหลังดินอยู่สูงกว่าหลังคาบ้าน บางหลังถูกดินโคลนและทรายทับถมสูง 2-3 เมตร

ทั้งนี้มีบ้านเรือนส่วนใหญ่มีดินอยู่เต็มอาคาร มีบ้านเรือนเสียหายทั้งหลังหลายหลัง อาคารจุดผ่อนปรนถูกดินทับครึ่งอาคาร ป้อมยามตำรวจพังทั้งหลังเหลือแต่ป้ายตั้งอยู่ ขณะที่รถจักรยานยนต์หลายคันจมอยู่ในดินโดยยังไม่สามารถเอาออมาได้ ทั้งนี้ทีมตอบโต้ภัยพิบัติ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) กองทัพบก และภาคเอกชน ได้ระดมเครื่องจักรทั้งรถแบ๊กโฮ แทรคเตอร์ รถบรรทุก ฯลฯ เข้าไปขุดตักดินออกตลอดทั้งวัน รวมทั้งจัดกำลังทหารเข้าไปช่วยชาวบ้านนำดินโคลนออกติดต่อกันมาหลายวันแล้ว

น.ส.จันทร์แรม ศิริคำฟู ชาวบ้านชุมชนถ้ำผาจม กล่าวว่า หลังน้ำลดตนเข้ามาสำรวจบ้าน พบว่าบ้านโดนโคลนทับถมเต็มไปหมด ซึ่งแต่ละบ้านก็ต้องพึ่งตัวเองในการทำความสะอาด บางบ้านก็จ้างคนหรือเครื่องจักรมาทำความสะอาด ส่วนหน่วยงานที่ลงพื้นที่อยู่ตอนนี้ก็จะมีมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยากฯ ที่มาช่วยทำความสะอาดภายในชุมชน ส่วนหน่วยงานอื่นๆ ก็มีการลงพื้นที่มาทำการสำรวจไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าความช่วยเหลือจะมาเมื่อไหร่ อยากให้ทางภาครัฐช่วยเร่งเยียวยา และอยากให้ช่วยเหลือทั้งชาวไทยและชาวเมียนมาหรืออื่นๆ ที่เขาได้มีครัวเรือนอยู่ในพื้นที่ทั้ง 190 ครัวเรือน เพราะได้รับความเดือดร้อนกันหมด

Advertisement

น.ส.จันทร์แรมเผยต่อว่า ตอนน้ำท่วมก็เดือดร้อน แต่ตอนน้ำลดเดือดร้อนมากกว่า เพราะโคลนเต็มบ้าน บางหลังบ้านพัง เข้าอยู่ไม่ได้ หากมีหน่วยงานไหนเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาซ่อมแซมหรือสร้างใหม่ก็คงจะเป็นการดี ค่อยไปทยอยช่วยเหลือไปก็ได้

ขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่พากันไปพักอาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิงตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะที่วัดถ้ำผาจมที่อยู่ใกล้กับชุมชน โดยทางทีมตอบโต้ภัยพิบัติ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) กองทัพบก เทศบาล ต.แม่สาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำอาหารและน้ำดื่มไปแจกจ่ายให้ทุกวัน ซึ่งสภาพของชาวบ้านแต่ละรายยังคงอยู่ในอาการตื่นตระหนกและสูญเสียเพราะกระแสน้ำที่พัดเข้าชุมชนหัวฝายลึกกว่า 2-3 เมตร ไหลเชี่ยวและมีระดับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และหลายคนติดอยู่ตามอาคารสูงติดต่อกันหลายวัน

นายวิฑูรย์ โล่ห์เดชศักดา จากทีมตอบโต้ภัยพิบัติ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) กล่าวว่า เดิมระดับน้ำทำให้เกิดดินโคลนสูงและต่อมาน้ำลดลงเหลือเพียงประมาณ 2-3 เมตรเข้าปกคลุมอาคารบ้านเรือนบางหลังถึงขั้นสอง กระทั่งปัจจุบันมีการอัดแน่นอยู่เต็มอาคาร การจัดการจึงต้องเชิญชาวบ้านแต่ละหลังมาพูดคุยว่าจะให้จัดการอย่างไรกับตัวบ้านดี เช่น รื้อ นำส่วนต่างๆ ของบ้านออก นำดินออก นำทรัพย์สินมีค่าต่างๆ ในบ้านออก ฯลฯ ตามลำดับ

วันเดียวกัน พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี หรือ “บิ๊กอ๊อบ” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เดินทางมาตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย และติดตามแผนการช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย โดยมีนายณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่สาย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

เมื่อเดินทางมาถึงที่อำเภอแม่สาย ผบ.ทสส.และคณะได้เดินทางไปที่หน้าด่านพรมแดนไทย-เมียนมา ซึ่งที่จุดนี้ได้มีเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ได้มาตั้งจุดบริการซ่อมแซมรถมอเตอร์ไซค์ที่เสียหายจากอุทกภัย บริการล้างรถมอเตอร์ไซค์ และบริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งเป็นจุดบริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อบริการให้กับผู้ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม ผบ.ทสส.ได้ทักทายช่างที่กำลังซ่อมมอเตอร์ไซค์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และยังลงมือฉีดล้างรถมอเตอร์ไซค์ให้กับผู้ประสบภัยอีกด้วย

จากนั้น ผบ.ทสส.ได้เดินสำรวจพื้นที่ที่เสียหายจากน้ำท่วม โดยได้แวะทักทายแม่ค้าที่เปิดร้านอยู่ใกล้กับด่านชายแดนเพื่อสอบถามถึงผลกระทบ และเดินไปสำรวจที่บริเวณซอยตลาดพลอย 2 ชุมชนเกาะทราย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปช่วยเหลือขนดินโคลนออกจากบ้านให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

พล.อ.ทรงวิทย์กล่าวว่า วันนี้หลักๆ ก็คือต้องการมาดูการทำงานในส่วนของกระทรวงกลาโหมทั้ง 3 เหล่าทัพ ทั้งทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยจะดูว่าในส่วนของอุปกรณ์ที่มีอยู่มันเหมาะสมกับงานที่เราทำไหม อีกส่วนหนึ่งที่มาดูก็คือเรื่องการแบ่งแผนงาน การแบ่งพื้นที่ การวางกำลังพล จะสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้เท่าไหร่ และเท่าที่ตนประเมินก็คือพื้นที่ที่มีโคลนท่วมสูง ก็ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องปรับจากเครื่องมือใหญ่มาเป็นเครื่องมือเล็กลง ซึ่งเครื่องมือที่เหมาะสมบางอย่างก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ เราก็ต้องนำมาจากส่วนกลางด้วย อีกอย่างก็คือการหาพาร์ตเนอร์ เช่น ภาคเอกชน หรือผู้มีจิตอาสา ถ้าจะกรุณาก็คือเอาเครื่องมือเล็กมาช่วยเรา ส่วนในพื้นที่ขนาดเล็กอย่างในตรอกซอกซอยก็ยังจำเป็นจะต้องใช้กำลังพลของเจ้าหน้าที่ทหารอยู่ เราต้องมาประเมินว่าวันหนึ่งมันจะต้องใช้สักเท่าไหร่ ปัจจุบันเฉลี่ยแล้วเราสามารถกู้บ้านได้ประมาณวันละ 20 กว่าหลัง ซึ่งมันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนเพื่อให้ทันต่อการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ

ผบ.ทสส.กล่าวอีกว่า ในด้านการบริหารจัดการพื้นที่ ในตอนนี้ก็เริ่มมีจิตอาสาจากต่างพื้นที่เริ่มทยอยเข้ามาในพื้นที่ อ.แม่สาย ซึ่งตนรู้สึกดีใจที่คนในประเทศไทยไม่ได้ทอดทิ้งผู้ประสบภัยในพื้นที่ อ.แม่สาย ในส่วนของการบริการจัดการพื้นที่ จะต้องมีจุดเริ่มต้นที่อำเภอ ในขณะที่ทหารก็เป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาช่วยเหลือ หน้าที่หลักก็ยังคงต้องเป็นอำเภอและเทศบาลที่จะต้องชี้เป้าให้เราว่าควรจะต้องเข้าไปที่จุดไหน ซึ่งตอนนี้ก็คงจะพุ่งเป้าไปที่ผู้เดือดร้อนที่เป็นกลุ่มเปราะบางก่อน ตนก็อยากจะให้ผู้ที่มาช่วยเหลือทุกๆ หน่วยงาน ได้ประสานกับทางอำเภอและทางเทศบาลว่าควรจะเข้าไปที่จุดไหน เพื่อจะสามารถพุ่งเป้าไปได้ตรงจุดและตามความจำเป็นเร่งด่วน

“ตอนนี้จำนวนเครื่องมือเรามีเพียงพอ กำลังพลเราก็มีเพียงพอ แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือประเภทของเครื่องมือที่เหมาะสม ซึ่งเวลาทำงานในตรอกซอกซอยขนาดเล็ก เราจำเป็นต้องปรับจากเครื่องมือขนาดใหญ่ไปเป็นเครื่องมือขนาดเล็ก ซึ่งเราก็กำลังหาอยู่ หรือบางอย่างอาจจำเป็นต้องแก้ปัญหาโดยการจัดซื้อจัดจ้างภายในพื้นที่ร่วมกับทางภาคเอกชน แทนที่เราจะยกเครื่องมา” ผบ.ทสส.กล่าว

หลังจากตรวจเยี่ยมที่ชุมชนเกาะทรายแล้ว คณะของ ผบ.ทสส.ได้เดินเท้าไปที่ตลาดสายลมจอย ซึ่งพื้นที่นี้น้ำได้ท่วมไปถึงหลังคา ส่งผลให้ร้านค้าและสินค้าต่างๆ ได้รับความเสียหายทั้งหมด

นางสายฝน แสงแก้ว อายุ 45 ปี หนึ่งในแม่ค้าในตลาดสายลมจอย เผยว่า ตนเปิดร้ายขายรองเท้าอยู่ภายในตลาดสายลมจอย เป็นร้านที่ค้าขายมาตั้งแต่รุ่นตายาย จนตกทอดมารุ่นแม่ และมาถึงรุ่นของตน ถือว่าค้าขายจุดนี้มานานหลายสิบปี แต่ไม่เคยเจอน้ำท่วมเยอะแบบนี้มาก่อน ทีแรกที่รู้ว่าน้ำท่วมก็พากันเก็บของขึ้นที่สูงแล้ว แต่รอบนี้น้ำท่วมมิดหลังคา เสียหาย 100% ตอนแรกที่กลับมาเห็นสภาพร้านแทบบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ มันจุกอก ตอนนี้เรียกว่าหมดตัว ต้องเริ่มนับใหม่ตั้งแต่ศูนย์ โดยเฉพาะตายายยังทำใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะกลับมาตั้งต้นได้อีกเมื่อไหร่ วันนี้ตนและสามีกลับมาดูที่ร้าน เพื่อจะหาดูเผื่อว่ามีทรัพย์สินมีค่า หรือเงินในกระปุกจะยังคงหลงเหลืออยู่ภายในร้าน อาจจะได้คืนสักนิดสักหน่อยก็ยังดี อย่างน้อยจะได้มีเงินติดตัวให้ลูกไปโรงเรียนในวันพรุ่งนี้บ้าง