หน้าแรก ภูมิภาค สาวโต้อีกมุม ...

สาวโต้อีกมุม กดเงินหมื่นแทนพ่อแต่ได้ไม่ครบ ยันแบงก์หักหนี้ แต่ถูกโบ้ยว่าลักบัตรพ่อ

30.09.24 | 16:53 น.

สาว​อุทัยธานี​ กดเงินหมื่นให้พ่อได้ 4,000 บาท ร้องขอความเป็นธรรม​ หลังธนาคารให้ข้อมูลไม่เป็นความจริง หักเงิน 6,000 บาทพ่อใช้หนี้แต่กลับให้ข่าวว่าตนเองลักบัตร ATM พ่อไปกดเงิน พอสอบถามกลับโยนว่าสื่อเอาเรื่องไปใส่สีตีไข่กันเอง ไม่เคยให้ข้อมูล ทำชีวิตตนเองพัง ค้าขายแทบไม่ได้

เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่จังหวัด​อุทัยธานี​ ผู้​สื่อข่าว​ได้รับเรื่องร้องเรียนจากหญิงสาวรายหนึ่ง ที่ได้เดินทางมากดเงิน 10,000​ บาท ให้กับผู้เป็นพ่อที่ตู้กดธนาคารแห่งหนึ่งสาขาทัพทัน​ อำเภอ​ทัพทัน​ เมื่อวันที่ 25 ก.ย.​ที่ผ่านมา​ แต่กลับกดเงินก้อนนี้ออกมาได้แค่เพียง 4,000 บาท ส่วนเงินอีก 6,000 บาทนั้นหายไป จนทำให้เจ้าตัวคาดการณ์​ว่า เงินจำนวน 6,000 บาท ที่หายไปน่าจะถูกหักหนี้ที่ผู้เป็นพ่อรับใช้แทนลูกๆ ไป จนกลายเป็นข่าวโด่งดัง​ไปทั่วประเทศ​ ซึ่งในวันเดียวกัน ทางธนาคาร​ต้นเรื่องจะออกมาชี้แจงว่า ไม่ได้มีนโยบายเรื่องการหักหนี้สินจากเงิน 10,000​ บาท แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการเข้าใจผิดในครอบครัวเท่านั้น พอเข้าไปสอบถามกลับปฏิเสธว่าไม่ได้ให้ข้อมูลข่าวไป อ้างว่าทางสื่อเป็นคนใส่สีตีไข่กันเองจนเป็นเรื่องหรือไม่ ​

จนทำให้ล่าสุดทาง น.ส.พัชรี (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ชาวบ้านตำบลทุ่งนาไทย อำเภอ​ทัพทัน​ จังหวัด​อุทัยธานี​ ซึ่งเป็นบุคคล​ที่เป็นข่าวเรื่องดังกล่าว ได้ออกมาร้องขอความเป็นธรรมให้กับตนเองและครอบครัว ขอออกมาพูดความจริงอีกฝั่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เรื่องที่ธนาคารออกมาชี้แจงเหตุผลว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดในครอบครัวนั้นไม่เป็นความจริง เพราะความจริงนั้นธนาคารเป็นผู้หักเงิน 6,000 บาทเอาไว้จริง เนื่องจากพ่อเป็นหนี้กับทางธนาคารอยู่ แต่กลับไปให้ข่าวว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดในครอบครัว อีกทั้งสื่อบางช่องก็ได้มีการนำเสนอออกไปอีกด้วยว่า เหตุการณ์​ครั้งนี้ ลูกสาวเป็นคนแอบเอาบัตรของผู้เป็นพ่อมากดเงินเอง ส่วนเงิน 6,000 บาท ที่กดไม่ได้นั้น อ้างว่าพ่อเป็นคนจำกัดวงเงินเอาไว้เอง ซึ่งทั้งหมดนี้มันไม่เป็นความจริงเลย ทั้งยังมีการให้ข่าวบิดเบือนความจริงจนทำให้ตนเองนั้นเสียหาย

น.ส.พัชรีเล่าว่า เมื่อวันที่ 25 เวลาประมาณ 05.00 น. นั้นผู้เป็นพ่อได้ให้บัตร ATM มากับตน พร้อมกับบอกให้ตนไปกดเงิน 10,000 บาทที่จะเข้าในวันนี้มาให้กับผู้เป็นพ่อซึ่งวันนั้นตนก็ไปที่ตู้ธนาคาร และพบว่ามียอดเงิน 10,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของพ่อแล้วจริงๆ แต่พอจะกดเงินออกมากลับกดไม่ได้เต็มจำนวน กดออกมาได้แค่เพียง 4,000 บาท ส่วนยอดเงินอีก 6,000 บาท นั้นมียอดโชว์อยู่แต่ไม่สามารถกดได้ ซึ่งตอนนั้นคนที่มากดบัตร ATM​ ที่อยู่ใกล้ๆ กับตัวเองก็ยังสอบถามว่า ถูกหักยอดฌาปนกิจหรือไม่ ซึ่งตนก็ตอบว่าเงินยอดนั้นได้จ่ายไปแล้วก่อนที่จะมีการสอบถามต่ออีกว่า มีหนี้กับทางธนาคารด้วยหรือไม่ ตนก็ตอบไปว่าพ่อมีหนี้กับธนาคารอยู่ คนที่ยืนอยู่ข้างๆ จึงสันนิษฐานว่าอาจจะถูกทางธนาคารหักหนี้จากยอดเงินก้อนนี้ไปหรือไม่ ซึ่งตอนนั้นก็มีผู้สื่อข่าวได้ทำข่าวอยู่พอดี และได้เข้ามาสอบถาม ตนก็ได้เล่าให้ฟังอย่างที่บอก ซึ่งก็ได้มีการตัดพ้อไปว่าธนาคารไม่น่ามาหักเงินกับคนแก่ เพราะพ่อไม่ได้รับรู้เกี่ยวกับหนี้สินก้อนนี้ แม้พ่อจะเป็นผู้รับหนี้ แต่คนที่เอาเงินไปใช้นั้นเป็นลูกๆ ซึ่งก็น่าจะมาพูดคุยกับทางลูกๆ ไม่ควรมาหักเงินก้อนนี้ของพ่อไป

Advertisement

ซึ่งหลังจากนั้นตนก็ได้เข้าไปที่ธนาคารและได้สอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าได้มีการหักเงิน 6,000 บาท ของพ่อเพื่อไปชำระหนี้หรือไม่ ทางธนาคารก็ยอมรับว่าได้มีการหักไว้จริง ซึ่งตอนนั้นตนเองก็ได้มีการพูดคุยขอให้มีการหักแค่ 3,000 บาทได้หรือไม่ ตอนนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ตอบกลับตัวเองมาว่า ไม่ได้ จำเป็นต้องหักไว้ที่ยอด 5,000 บาทแล้วจะคืนให้ 1,000 บาท

แต่พอหลังจากที่ได้มีการออกข่าวไป และทางรัฐมนตรีกระทรวงการคลังก็ได้มีการออกมาชี้แจงว่า ทางธนาคารไม่ได้มีนโยบายที่จะมาหักหนี้ผ่านเงินหมื่นก้อนนี้แต่อย่างใด หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ธนาคารก็ได้มีการเดินทางมาที่บ้านพร้อมกับพูดคุยกับตนเอง กับพ่อ และลูกๆ รวม 4 คนพร้อมกัน เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่าจะไม่ได้มีการหักเงินก้อนนี้ จะมีการปลดบล็อกเงินให้ พร้อมกับขอให้ผู้เป็นพ่อช่วยเซ็นเอกสารให้ ซึ่งตอนนั้นทางตนก็ไม่คิดว่าเรื่องมันจะบานปลายขนาดนี้ คิดว่าเป็นการเยียวยาจากทางธนาคารก็ได้มีการเซ็นเอกสารไปโดยที่ไม่ได้อ่าน

แต่พอหลังจากที่ได้มาดูข่าวช่วงประมาณ 22.00 น. ก็พบว่า ข่าวออกมาในเชิงแง่ลบ กลายเป็นว่าตนแอบเอาบัตร ATM ของพ่อมากด กลายเป็นตนเป็นคนไม่ดีทั้งๆ ที่ตนไม่เคยทำเรื่องแบบนี้ และที่ผ่านมาลูกๆ ทั้ง 3 คนก็เป็นคนเลี้ยงดูพ่อ พอหลังจากที่ข่าวออกไปในด้านนี้ ทำให้ตนได้รับผลกระทบหนักมาก ด้วยความที่ตนเป็นแม่ค้าขายของก็ทำให้ถูกคนซุบซิบนินทาว่าร้ายต่างๆ นานา ทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่ลงทุกวัน

จึงตัดสินใจเดินทางไปที่ธนาคารอีกครั้ง เพื่อขอให้ธนาคารช่วยแก้ไขข่าวให้ เพราะข่าวที่ออกไปไม่เป็นความจริง อยากให้ทางธนาคารช่วยออกมาพูดความจริงว่าเหตุการณ์จริงๆ เป็นอย่างไร แต่กลับถูกธนาคารบ่ายเบี่ยง อ้างว่าติดต่อนักข่าวไม่ได้บ้าง ไม่ได้ให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าวไปบ้าง ซึ่งตนก็คาใจว่าถ้าธนาคารไม่ได้ให้ข้อมูลตรงนี้ไปแล้ว สื่อ กับทางรัฐมนตรีจะได้รับข้อมูลตรงนี้จากใครได้

ทำให้ตนรู้สึกว่าเป็นผู้ถูกกระทำ ไม่คิดว่าธนาคารจะมารังแกประชาชนตาดำๆ ได้ถึงเพียงนี้ อยากขอความเป็นธรรมให้กับตนและครอบครัว อยากให้ธนาคารและผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบกับความเสียหายในครั้งนี้ เพราะตนโดนสังคมประณามหนักมาก

ด้าน นายศิลป์ชัย (สงวนนามสกุล) อายุ 77 ปี ผู้เป็นพ่อ ได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ขอยืนยันว่าข่าวที่ออกไปทั้งหมดไม่เป็นความจริง ตนเป็นคนให้บัตร ATM กับลูกสาวไปกดเงิน และไม่เคยมีการไปตั้งจำกัดวงเงินแต่อย่างใดอีกด้วย

ก่อนที่ทั้งครอบครัวจะพากันเดินทางเข้าไปที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอทัพทันเพื่อแจ้งเรื่องร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งในวันนี้ (30 ก.ย.) ได้มี น.ส.อุมาพร กันสาตร์ ปลัดอำเภอทัพทัน เข้ามาทำหน้าที่รับเรื่องดังกล่าว พร้อมกับแจ้งทางครอบครัวว่า จะรับเรื่องนี้ไว้ และจะติดต่อกับทางธนาคารให้เข้ามาร่วมพูดคุยไกล่เกลี่ยเจรจาหาข้อตกลงในเรื่องนี้