หน้าแรก ภูมิภาค สองผัวเมีย ข้...

สองผัวเมีย ข้ามไปทำงานบ่อน สุดท้ายถูกลวงไปเป็นแก๊งคอล หนีกลับไทยได้ เจอหมายจับบัญชีม้าต่อ

30.09.24 | 18:19 น.

สองสามีภรรยาขอความเป็นธรรมผ่านสื่อ หลังถูกคนบ้านเดียวกันชวนไปทำงานในบ่อนประเทศเพื่อนบ้าน พอเข้าไปโดนยึดบัญชี บัตรทุกชนิดแล้วบังคับให้สแกนใบหน้ากับแอพพ์ธนาคาร ใช้กลอุบายขอมาทำพาสปอร์ต แล้วหนีออกมาได้ ไม่นานโดนหมายเรียกความผิดบัญชีม้า วอนรัฐบาลช่วยเหลือแก้ไข มีคนไทยอีกเป็นจำนวนมากกลับไม่ได้ พร้อมเตือนคนไทยอย่าหลงเชื่อ

เมื่อวันที่ 30 กันยายน น.ส.ศิขรินทร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี และนายอภินันทร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี สองสามีภรรยาชาว ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เดินทางมาร้องสื่อ เพื่อขอความเป็นธรรมผ่านสื่อถึงรัฐบาล และอยากจะแจ้งเตือนคนไทยที่อาจจะตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

น.ส.ศิขรินทร์เล่าว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2566 ได้มีเพื่อนรุ่นพี่คนบ้านเดียวกันชักชวนให้ไปทำงานในบ่อนที่ประเทศเพื่อนบ้าน ได้เงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท จึงตัดสินใจไปกับสามี รวมถึงพ่อซึ่งอายุ 58 ปี ไปด้วยกันรวม 3 คน เพราะอยู่ในเมืองไทยหากินลำบาก

เมื่อไปถึงด่านชายแดนท่าข้าม จ.สระแก้ว มีคนมาเพิ่มอีก 1 คน รวมเป็น 4 คน มีคนพาลงเรือข้ามฟาก เมื่อไปถึงฝั่งประเทศเพื่อนบ้านได้มีคนใส่ชุดคล้ายทหารมารับหลายคน รู้สึกไม่สู้ดีจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายภาพในรถเอาไว้

Advertisement

เมื่อไปถึงที่ทำงานพบเป็นอาคารหลายชั้น พอเข้าไปพบว่าไม่ใช่บ่อน แต่เป็นอาคาร จึงพยายามแอบถ่ายภาพไว้เป็นระยะแล้วส่งให้เฟซบุ๊กของแม่ที่บุรีรัมย์ วันแรกได้พากลุ่มตน 4 คนไปขังไว้

วันรุ่งขึ้นมีเจ้าหน้าที่มายึดโทรศัพท์ บัตรประจำตัวประชาชน และยึดสมุดบัญชีที่เพิ่งเปิดมาใหม่ตามระเบียบก่อนจะเข้าไปทำงานว่าทุกคนจะต้องเปิดบัญชีธนาคารตามที่ระบุเอาไว้

หลังจากนั้นจะมีชายฉกรรจ์มาบังคับให้พวกตนสแกนใบหน้ากับแอพพ์ธนาคารทุกวัน หากไม่ทำจะโดนกระบองไฟฟ้าทุบตี จึงจำเป็นต้องสแกนใบหน้า จึงรู้ว่าโดนหลอกและพยายามหาวิธีหนีออกมาให้ได้ ในอาคารนี้มีคนไทยมากกว่า 50 คน แบ่งกันเป็นแผนก ส่วนใหญ่โดนหลอกมาทั้งสิ้น แต่กลับไม่ได้ ชั้นล่างจะเป็นสถานที่ขายบริการและส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยทั้งสิ้น แต่ไม่รู้ว่าถูกบังคับหรือไม่

น.ส.ศิขรินทร์เล่าด้วยว่า จากนั้นจึงพยายามหาวิธีไปตีสนิทกับคนไทยอีกแผนกหนึ่งว่าอยากจะมาทำงานคอลเซ็นเตอร์ แต่จะขอกลับมาทำพาสสปอร์ตที่เมืองไทยแล้วจะกลับมาทำงาน จนนายใหญ่ซึ่งเป็นคนจีนอนุญาตให้กลับมาได้

เมื่อวันที่ 30 ก.ย.67 ตนกับสามีและพ่อจึงมีโอกาสที่จะกลับเมืองไทยโดยมีคนของแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาส่งที่ชายแดน สรุปมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ได้ 5 วัน แต่ถูกยึดโทรศัพท์ไปเกรงว่าเราจะไปถ่ายภาพเอาไว้ แต่หารู้ไม่ว่าได้ส่งเข้าเฟซบุ๊กแล้ว

และเมื่อวันที่ 23 ก.ย.67 ที่ผ่านมา สามีโดนหมายเรียกคดีฉ้อโกงอยู่ที่กรุงเทพฯ ผู้เสียหายสูญเงินกว่า 500,000 บาท ระหว่างที่ตนนั่งรถไฟจะไปพบพนักงานสอบสวนที่กรุงเทพฯ ตนถูกตำรวจนำหมายจากสถานีตำรวจ สภ.เมืองกำแพงเพชร มาควบคุมตัวอีก จึงเดินทางไปพบตำรวจ พบว่ามีผู้เสียหายเป็นเงิน 48,000 บาท ซึ่งตนก็ไปให้การกับตำรวจไปตามความจริง

น.ส.ศิขรินทร์เล่าอีกว่า ตอนนี้ครอบครัวไม่มีทางออก ไม่รู้ว่าจะโดนอีกกี่หมาย ส่วนพ่อยังไม่โดนหมายจากตำรวจ ด้วยความกลัวพ่อได้หอบเสื้อผ้าหนีออกจากบ้านไป ไม่รู้ว่าไปอยู่ไหนติดต่อไม่ได้แล้ว

จึงอยากจะให้รัฐบาลหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หรือหากจะพาตนไปชี้จุดที่ตั้งตนก็พร้อม ตอนนี้ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว มีคนโทรศัพท์มาขู่ว่าไม่ให้แจ้งความ แต่ตนได้แจ้งแล้ว มีคนไทยอีกเป็นจำนวนมากที่อยากกลับบ้าน บางคนอยู่หลายปีออกมาไม่ได้ และอยากจะฝากถึงคนที่คิดจะไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะไปทำงานในบ่อน ให้ระวังหรือไม่ควรไปจะดีที่สุด เกรงว่าจะโดนกระทำแบบตนเอง สงสารลูกชายที่อายุเพียง 7 ขวบ หากพ่อกับแม่ถูกจำคุกแล้วจะอยู่กับใคร เพราะหากจะให้หาเงินมาชำระหนี้สินตามกฎหมายแล้วไม่มีความสามารถชำระได้ แค่ขึ้นรถไปพบพนักงานสอบสวนก็แย่แล้ว