อดีตรองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ชี้ภูเก็ต พังงา กระบี่ ไม่มีเรือดับเพลิงประจำการ ทั้งที่แต่ละปีมีเรือสำราญจำนวนมากมาใช้บริการที่ท่าจอดเรือ
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พล.ร.ท.อมรโชติ สุจิรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 (อดีตรอง ผบ.ทรภ.3) กองเรือยุทธการ เปิดเผยถึงกรณีเหตุเพลิงไหม้เรือ Catamaran ฟลามิงโก เลดี้ 2 (LAMINGO LADY2) วันนี้ (3 ตุลาคม 67) ว่า ทั้ง 3 จังหวัดคือ จังหวัดกระบี่ พังงาและจังหวัดภูเก็ต มีท่าจอดเรือ สำราญอยู่จำนวนหลายแห่ง และมีเรือสำราญมาใช้บริการหลาย 100 ลำในแต่ละปี แต่ระบบบริการป้องกันความเสียหาย จากเพลิงไหม้ เรือสำราญจะเห็นว่า แทบไม่มีระบบที่เป็นรูปธรรม
ไฟไหม้เรือจะเกิดขึ้นทุกปี และส่วนใหญ่เรือถูกเพลิงไหม้ขณะที่จอดอยู่กับท่าเทียบเรือ สุดท้ายเรือที่ถูกไฟไหม้มักจะจมลงก้นทะเลเสียส่วนใหญ่เพราะไม่สามารถดับไฟได้ทัน การลุกไหม้จากต้นเพลิงมีสาเหตุหลายกรณี ส่วนใหญ่เกิดจากความประมาท หากลุกลามถึงถังเก็บน้ำมัน เชื้อเพลิงหรือถังแก๊สบนเรือแล้วโอกาสดับไฟในเรือแทบมีหวังน้อยมาก โชคดีที่เกิดเพลิงไหม้ขณะเดินเรืออยู่ในทะเล จึงไม่เกิดเหตุการณ์ลุกลามไปยังเรือลำอื่นๆ

ทั้งนี้เรือดับเพลิงที่ได้มาตรฐาน เพื่อใช้ทั้ง 3 จังหวัด ยังไม่มีการจัดซื้อเรือดับเพลิงที่มีระบบมาตรฐานสากล ที่จะช่วยอำนวยการดับเพลิงบนเรือได้ ซึ่งเรือดับเพลิงในปัจจุบันประเทศไทยเองสามารถผลิตได้เพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งานภายในประเทศ มีราคาไม่สูงมาก บริษัทต่อเรือในภูเก็ตสามารถทำได้ การใช้เรือดับเพลิงที่เป็นเรือสปีดโบ๊ตติดตั้งปืนแรงดันสูง ฉีดนํ้าดับเพลิง สามารถทำได้ดี เพราะเรือสปีดโบ๊ตกินน้ำตื้น เข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุตามท่าเรือต่างๆ ที่นํ้าไม่ลึกมากได้คล่องตัว รวดเร็ว และทุกท่าเรือสำราญ ควรมี เรือดับเพลิงประเภทนี้ประจำการ อย่างน้อย 1 ลำ ถึงแม้นบนท่าเรือต่างๆจะมีระบบดับเพลิงบนบก ติดตั้งอยู่ แต่บางครั้งห่างไกลจุดจอดเรือ ก็ใช้เรือดับเพลิงสปีดโบ๊ตเข้าไปสนับสนุนแทนได้ทันเวลา
การเกิดเหตุไฟไหม้เรือมักเกิดช่วงที่เรือจอดเทียบท่าเรือเป็นส่วนใหญ่ และบางครั้งไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำเรืออยู่บนเรือเลย เมื่อไฟไหม้เรือเเล้วการเข้าดับเพลิงเบื้องต้นไม่ทันเวลา โอกาสเรือถูกไฟไหม้หมดลำมีสูงมาก และเพื่อป้องกันการลุกลามไฟไปติดเรือลำอื่นจะลากเรือไฟไหม้ออกจากท่าเรือไปไว้ที่ห่างไกลจากเรืออื่นที่จอดเทียบท่าอยู่ ทำให้ระบบดับเพลิงที่ท่าเรือสนับสนุนไม่ถึง เรือดับเพลิงบนเรือสปีดโบ๊ตจะมีประโยชน์ช่วงนี้มาก
สำหรับภาพเรือดับเพลิงที่ถูกออกแบบ โดยบริษัทต่อเรือในภูเก็ตที่เคยนำเสนอ มาหลายครั้ง แต่ยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญจากอุบัติภัยด้านนี้มากนักจึงไม่เกิดการสานต่อโครงการ ทั้งๆ ที่ราคา เรือพร้อมอุปกรณ์ติดตั้งประจำเรือ ราคาอยู่ในแค่หลัก 10 ล้านบาทเท่านั้น การไปจัดหาเรือดับเพลิงขนาดใหญ่มาใช้งานไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ครบวงจร เพราะเรือมักเกิดไฟไหม้ขณะจอดเทียบท่าเป็นส่วนใหญ่ และงบประมาณของจงหวัดมีจำกัด ควรส่งเสริมภาคการผลิตเรือของคนไทยดีกว่าหรือไม่
อย่างไรก็ดีการดับเพลิงบนเรือ สำราญ ที่ให้ได้ผลมากที่สุด ต้องควบคุมเพลิงให้ได้เร็วที่สุดโดยพนักงานประจำเรือเป็นหัวใจการดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์ดับเพลิงประจำเรือต้องพร้อมใช้งานได้ และให้มีการฝึกฝน เจ้าหน้าที่ ประจำเรือ ทุกๆปี ที่เป็นมาตรฐานการฝึก ที่เจ้าท่า น่าจะนำไปพิจารณาดู ครั้งนี้โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่เรือก็จมลงก้นทะเลเหมือนเดิม
พล.ร.ท.อมรโชติ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ต้นแบบเรือดับเพลิงที่ต้องการ 4 ลำ โดยดัดแปลงติดตั้งอุปกรณ์เพื่อเสริมภารกิจด้านต่างๆ ได้ในลำเดียวกัน ทั้งดับเพลิงกู้ภัย พยาบาล และผลักดัน โดยตัวเรือเป็นโลหะกันสนิม อะลูมิเนียมอัลลอย เสริมท้องเรือเป็น 2 ชั้น เพื่ออัดอากาศเป็นทุ่นลอย เรือจะไม่จมนํ้า มีนํ้าหนักเบา คงทนทะเล ติดตั้งอุปกรณ์เสริม คือระบบไยโร กันโคลงแบบ เรือยอชต์สมัยใหม่ มีอุปกรณ์เสริม การทำงานได้ทุกภารกิจเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทุกรูปแบบสามารถติดต่อสื่อสารทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับบนฝั่งได้แม้อยู่ห่างไกลที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เพราะติดต่อผ่านสัญญาณดาวเทียม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– เล่านาทีระทึก ไฟไหม้เรือทัวร์ หลังส่งนักท่องเที่ยว เข้าท่าเทียบเรือทับละมุ ไม่นาน
– ‘เจ้าท่า’ ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุไฟไหม้เรือฟลามิงโก้ฯ พบเพิ่งตรวจสภาพไปเมื่อ ก.ย.67

