สัตวแพทย์ รอประเมินสุขภาพความพร้อม ‘พลายดอกแก้ว-พลายขุนเดช’ ก่อนเคลื่อนย้าย หลัง ‘กัญจนา’ ร้องขอสมาคมสมาพันธ์ช้างไทย ช่วยขนย้ายออกจากศูนย์บริบาลช้าง
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 10 ตุลาคม ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลกื้ดช้าง (อบต.) ต.กื๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ ปศุสัตว์อำเภอแม่แตง สัตวแพทย์ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สัตวแพทย์จากศูนย์บริบาลช้าง มูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม และตัวแทนสมาคมสหพันธ์ช้างไทย ประชุมหารือเพื่อวางแผนการเคลื่อนย้ายช้างพลายดอกแก้ว อายุ 9 ปี 2 เดือน และช้างพลายขุนเดช อายุ 14 ปี จากศูนย์บริบาลช้าง “Elephant Nature Park” หลัง น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าเคลื่อนย้ายช้างทั้ง 2 เชือกออกจากศูนย์บริบาลช้าง ของ น.ส.แสงเดือน ชัยเลิศ ประธานมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม
หลัง น.ส.กัญจนาโพสต์ข้อความในโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์การเลี้ยงดูช้างของศูนย์บริบาล จากกรณีการช่วยเหลืออพยพช้างหนีน้ำท่วม หลังน้ำแม่แตงทะลักท่วมพื้นที่ศูนย์บริบาลเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา จนส่งผลให้มีช้างถูกกระแสน้ำพัดไป สุดท้ายมีช้าง 2 เชือกล้มตายเพราะช่วยเหลือไม่ทัน

สัตวแพทย์ประจำศูนย์บริบาลช้างให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในที่ประชุมว่า ตอนนี้ช้างทั้งสองเชือกสุขภาพแข็งแรงดี ยืนยันว่าช้างทั้ง 2 เชือกแช่น้ำท่วมอยู่เพียง 5 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ในส่วนของพลายขุนเดชที่ขาซ้ายหน้าเคยบาดเจ็บจากการถูกบ่วงแร้วนายพราน หลังการยืนแช่น้ำท่วมอยู่นานต้องประเมินอีกครั้งว่าขาซ้ายหน้าได้รับบาดเจ็บเพิ่มจนมีบาดแผลและมีการติดเชื้อหรือไม่ สำหรับพลายดอกแก้วร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่ได้รับบาดเจ็บจากการยืนแช่น้ำเป็นเวลานาน
ด้านนายธีรภัทร ตรังปราการ นายกสมาคมสหพันธ์ช้างไทย เปิดเผยว่า ได้รับการประสานจาก น.ส.กัญจนา ให้เข้ามาช่วยเคลื่อนย้ายช้าง 2 เชือกจากศูนย์บริบาลช้าง เบื้องต้นทีมชุดแรกได้เข้ามาประเมินอาการของช้างตั้งแต่ช่วงเย็นวานนี้แล้ว ส่วนวันนี้ทีมชุดที่ 2 ซึ่งมีสัตวแพทย์ที่รับผิดชอบการใช้ยาควบคุมช้างเข้ามาดูเพิ่มเติม เพราะต้องประเมินสุขภาพช้างละเอียดมากขึ้น เนื่องจากช้างเพิ่งผ่านภาวะอุทกภัย ต้องดูว่าช้างแช่น้ำอยู่เป็นเวลานานแค่ไหน สุขภาพและอาการภายในล่าสุดเป็นอย่างไร เพราะช่วงแรกๆ ช้างอาจยังไม่แสดงอาการอะไรมาก โดยเฉพาะความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ เหตุผลของสัตวแพทย์จะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสวัสดิภาพของช้างเป็นหลัก เพื่อประเมินอีกครั้งว่าช้างพร้อมสำหรับการเข้าสู่กระบวนการเคลื่อนย้ายหรือไม่
ขณะเดียวกันการเคลื่อนย้ายช้างก็ต้องลงรายละเอียดและวางแผนอย่างรอบคอบ เพราะหากเป็นช้างที่ผ่านการฝึกจะทำได้ง่าย แต่ประเมินแล้วการเคลื่อนย้ายช้างทั้ง 2 เชือกไม่น่าจะง่ายเพราะอยู่ในคอกมานานกว่า 10 ปี ปฏิสัมพันธ์กับคนจึงมีไม่มาก เป็นไปได้อาจต้องใช้วิธีผสมผสาน ทดสอบนิสัยของช้างก่อนว่ายอมเดินตามอาหาร และยอมเดินขึ้นรถบรรทุกได้เองหรือไม่ หรือต้องใช้เชือกมัดขาดึงให้ช้างเดินตาม และช้างมีนิสัยดุร้ายก้าวร้าวแค่ไหน ต้องใช้ยาควบคุมในปริมาณเท่าใด
สำหรับพลายดอกแก้ว เป็นช้างบ้าน มีตั๋วรูปพรรณช้าง ตามกฎหมายสามารถย้ายภายในพื้นที่จังหวัดได้ โดยเฉพาะการย้ายภายใต้ภาวะที่สัตว์ประสบภัย แต่พลายขุนเดชเป็นช้างป่า ต้องร้องขอเอกสารใบอนุญาตการเคลื่อนย้ายและอนุมัติโดยอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช รวมทั้งต้องใช้สัตวแพทย์อีกชุดในการประเมินสุขภาพก่อนการเคลื่อนย้าย และต้องไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานที่มีความพร้อมมากที่สุด คือ สถาบันคชบาลแห่งชาติ จ.ลำปาง
นายธีรภัทรกล่าวอีกว่า บ้านหลังใหม่ของพลายดอกแก้วจะอยู่ที่โครงการร่มแดงช้าง ต.อินทขิล อ.แม่แตง ซึ่งมีความพร้อม มีพื้นที่เป็นธรรมชาติ เชื่อว่าพลายดอกแก้วสามารถปรับตัวและทำความรู้จักกับระบบการเลี้ยงใหม่ จากระบบขังคอกเป็นระบบมัดย้ายที่มีควาญดูแล การปรับตัวของพลายดอกแก้วไม่น่ายุ่งยากเพราะยังอยู่ในวัยที่สามารถฝึกได้ ขณะที่องค์ความรู้ของคนเลี้ยงช้าง หรือควาญช้างของไทย มีศักยภาพที่จะฝึกช้างในวัย 10 ปีได้อยู่

“กรอบเวลาที่จะตอบได้ว่าจะย้ายได้ภายในเวลาเท่าใดอยู่ที่การประเมินสุขภาพของสัตวแพทย์และควาญช้างที่จะช่วยในการเคลื่อนย้าย ทางทีมงานจึงอยากร้องขอให้ทางมูลนิธิใช้ทรัพยากรและควาญช้างที่มีช่วยพาช้างออกมาขึ้นรถบรรทุก เพราะทางมูลนิธิคุ้นเคยกับช้างที่สุด แต่หากจำเป็นต้องใช้ควาญจากภายนอกมาช่วยก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ต้องใช้เวลาในการสร้างความคุ้นเคยกับช้างเพื่อความปลอดภัย” นายธีรภัทรกล่าว
นายธีรภัทรกล่าวอีกว่า อีกวิธีที่คิดไว้และนิ่มนวลที่สุดคือการใช้ช้างขนาดใหญ่และช้างตัวเมียที่มีความนิ่งเข้ามาช่วยแทนการใช้แรงคนหรือเชือกดึง โดยจะให้ช้างรุ่นพี่เข้ามาประกบทำความรู้จัก สร้างความคุ้นเคยกับช้างทั้ง 2 เชือก ก่อนพาเคลื่อนย้ายออกไป โดยเหตุผลที่สมาคมสมาพันธ์ช้างไทยเข้ามาช่วยวางแผนเคลื่อนย้ายช้างในครั้งนี้เพื่อช่วยเหลือช้างเป็นหลัก หลังได้รับการร้องขอจากต้นทางที่ต้องการนำช้างออกไปโดยเร็วที่สุด เพราะ น.ส.กัญจนาอยู่ในภาวะที่เกรงใจมูลนิธิ ที่ต้องดูแลช้างเป็นจำนวนมากในภาวะที่เดือดร้อนจากอุทกภัยมาอย่างหนัก
ส่วนประเด็นความขัดแย้งจนเกิดกระแสดราม่าเรื่องการเลี้ยงช้างของมูลนิธิ มองว่า การเลี้ยงทั้ง 2 แบบต้องออกแบบให้เหมาะสมกับช้างแต่ละเชือกและสภาพพื้นที่ รวมทั้งองค์ความรู้ที่มีอยู่ ซึ่งวิธีการแต่ละแบบก็มีทั้งข้อดีข้อด้อย และแต่ละระบบก็มีต้นทุนที่ต่างกัน ขณะที่ระบบขังคอกที่เห็นอยู่จากการประเมินเสาปูนที่สร้างไว้ คนเลี้ยงช้างหรือปางช้างส่วนใหญ่มองว่ามีต้นทุนค่อนข้างสูง คนเลี้ยงช้างในไทยไม่มีงบ แต่มีองค์ความรู้เรื่องระบบมัดย้ายจึงใช้ระบบนี้มากกว่า

