พ่อแม่ ตัดพ้อนครอุดร ฟ้องเรียก 8 ล้าน ลูกสาววัย 17 ถูกครูบังคับเต้นจนดับ พ่อเผยถูกพูดกรอกหู ลูกสละชีวิตเพื่อชาติ จนต้องร้องขอให้หยุดพูด ครอบครัวเผยความฝันลูกอยากเข้ามรภ.อุดร
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม นายเอล (นามสมุมติ) อายุ 44 ปี และนางปุ้ย (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี พ่อแม่ น้องอายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี ให้สัมภาษณ์ ว่า เป็นลูกสาวคนเดียว รู้ว่าลูกป่วยโรคพุ่มพวง ตอนอายุ 6 ขวบ เรียนอยู่อนุบาล 3 เหตุการณ์ที่ลูกต้องป่วยหนัก และเสียชีวิต ไม่เคยได้รับแจ้งจากโรงเรียนว่าจะให้ลูกไปทำกิจกรรมอะไร มีเพียงลูกสาวมาเล่าให้ฟัง ตั้งแต่ตอนแรกว่าจะได้หยุดเรียน แต่วันต่อมาบอกว่าไม่ได้หยุดแล้ว เพราะครูจะให้ไปทำกิจกรรมเป็นสต็าฟ โดยเลือกเด็กที่ป่วยมีโรคประจำตัว ไปทำกิจกรรมที่เป็นงานสบาย ไม่ต้องไปเป็นนักกีฬา หรือนักแสดง จึงได้ไปพบครูที่โรงเรียน
ครูบอกให้ไปติดต่อกับครูดูแลสต๊าฟเอง หรือให้น้องไปบอกครูที่เป็นสต๊าฟว่าน้องป่วย ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าใครเป็นครูสต๊าฟ น้องไปถามครูในไลน์กลุ่มขอเบอร์ครูสต๊าฟ แต่ครูไม่สนใจจะตอบน้อง แล้วตอนแรกน้องไปเป็นสต๊าฟก่อน 1 สัปดาห์ ทำหน้าที่วิ่งบนสแตน เสริฟข้าว-น้ำ ทั้งวันบางวันเลิก 3 ทุ่ม น่าจะทำให้น้องเหนื่อยสะสม ก่อนวันเกิดเหตุ 3 วันน้องต้องไปหาหมอตามนัด น้องก็แจ้งในไลน์กลุ่ม โดยถ่ายภาพใบนัดส่งไปยืนยัน ครูก็รับทราบแล้วบอกให้ไปหาหมอได้เลย หลังจากไปหาหมอก็กลับมาทำกิจกรรม วันนั้นกลุ่มนักแสดงเต้นไม่มา ครูจึงมาเอากลุ่มสต๊าฟไปเต้นแทน ก็ถามน้องว่าทำไหวไหม น้องบอกว่าไม่ทำครูก็ไม่ให้ผ่าน
วันเกิดเหตุทางโรงเรียนไม่ได้แจ้ง มีเพื่อนน้องเอาโทรศัพท์น้องโทรมาแจ้ง ว่าน้องล้มหมดสติถูกนำส่ง รพ. และต้องเข้าห้องไอซียู น้องได้รับการรักษาอยู่ 11 วัน วันแรกหมอบอกเราว่าน้องหัวใจตีบ 3 เส้น ต้องรีบผ่าตัดด่วน และต่อให้ผ่าก็ไม่ใช่ว่าน้องจะฟื้น หรือจะหาย ซึ่งอาจจะเสียชีวิตวันนั้นก็ได้ จากนั้นทำการผ่าตัดก็ยื้อน้องต่อไปได้อีก 11 วันก็เสียชีวิต ระหว่างนั้นก็มีคณะครู อาจารย์จากโรงเรียน ก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเยี่ยมต่อเนื่อง โดยมี ผอ.สำนักฯ มาพูดพยายามปลอบใจว่า “แม่ภูมิใจนะ น้องเสียสละชีวิตเพื่อชาติ” ญาติพี่น้องเพื่อนน้อง ที่นั่งอยู่ด้วยได้ยินทุกคน จากนั้นก็มาอีกหลายครั้ง ก็ยังจะพูดประโยคเดิม ก็อึ้งไม่คิดว่าจะพูดออกมาแบบนี้ จนครั้งสุดท้าย พ่อน้องบอกว่าพอเถอะครับ อย่ามาพูดแบบนี้เลย
ทน.อุดรธานี ได้เยียวยาให้ครอบครัวเรา ในส่วนที่บอกว่าจะทำได้ โดยขออนุมัติท่านผู้ว่าฯในวงเงิน 7 แสนบาท จากที่เราเรียกร้องไป 12 ล้านบาท ผ่านการประสานงานกับนิติกร ทน.อุดรธานีเท่านั้น ก็จะพึ่งศาลเรียกร้องความยุติธรรมให้ลูกต่อไป ที่ผ่านมาได้พบนายก ทน.อุดรธานี เฉพาะที่ รพ. และงานศพลูก แต่ไม่มีโอกาสได้คุยอะไร ก็บอกเพียงว่าไม่ทอดทิ้งจะช่วยจนถึงที่สุด จากนั้นพยายามเข้าพบผู้บริหาร แต่ก็เข้าไปพบได้ ทำได้เพียงไปลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานที่โรงพัก และร้องเรียนผ่านเพจฯ
ตอนนี้ได้แต่งตั้งทนายความ ยื่นฟ้องขอความเป็นธรรมแล้ว เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา จากนั้นก็ยังไม่มีแผนจะทำอะไรต่อ โดยเรียกร้องเยียวยาเป็นเงิน 8 ล้านบาท ตามที่ทนายความคำนวณให้ ซึ่งในการรักษาพยาบาลน้อง ใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพ
อยากฝากทางโรงเรียน หากจะนำเด็กมาทำกิจกรรม ให้ถามเด็กมีโรคประจำตัวไหม โรคอะไร ทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่พูดลอยๆ ต้องมีรายละเอียด ในส่วนการจัดงานฝากเรื่องการรักษาความปลอดภัย ต้องช่วยเหลือดูแลอย่างทันท่วงที เพราะที่ทราบรถพยาบาล และเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่นอกสนาม คำว่าแพทย์สนามก็ควรจะอยู่ในสนาม เมื่อเกิดเหตุต้องประสานให้เร็วกว่านี้ จากที่ดูในคลิปการประสานงานช้ามาก โดยล้มในสนามก็นานกว่า 10 นาที แล้วต้องมารออยู่ข้างนอก แต่เขาบอกว่าน้องเป็นลมแดดเท่านั้น แต่แพทย์ลงความเห็นว่า น้องเส้นเลือดหัวใจตีบ ขาดอากาศหายใจ
โดยพ่อแม่น้องโฟกัสยังได้ทิ้งท้ายอีกว่า น้องฯเป็นลูกคนเดียว บอกว่าอยากเรียนต่อ ที่ มรภ.อุดรธานี และมีความฝันอยากเปิดร้านกาแฟ

