เหยื่อดิไอคอน ทยอยเข้าแจ้งความที่ สภ.หัวหิน 9 ราย เสียหายกว่า 2.7 ล. ผกก. ตั้งทีมสอบสวนพิเศษรับคดีโดยเฉพาะ
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ออกคำสั่งให้สถานีตำรวจทั่วประเทศ รับแจ้งความจากประชาชนที่ได้รับความเสียหาย จากกรณี The iCON Group เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนนั้น
ล่าสุดที่ สภ.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากกรณี The iCON Group ได้ทยอยเดินทางเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรหัวหิน โดยแต่ละรายได้รับความเสียหายไม่เท่ากัน บางรายหลักหมื่นบาท หลักแสนบาท หลัก 250,000 บาท และมีบางรายเสียหายสูงถึง 800,000 บาท โดยต่างรวบรวมหลักฐานที่สำคัญ ทยอยเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว
พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผกก.สภ.หัวหิน กล่าวว่า สำหรับกรณี The iCON Group นั้น ขณะนี้มีผู้เสียหายทยอยเข้ามาแจ้งความแล้ว ซึ่งตนได้จัดพนักงานสอบสวนไว้คอยดูแลอำนวยความสะดวกกับประชาชนเป็นกรณีพิเศษ เป็นชุดทำงานเฉพาะ เบื้องต้นมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความแล้ว 9 ราย มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 2.7 ล้านบาท โดยขณะนี้ได้ดำเนินการสอบปากคำผู้เสียหาย พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จากนั้นจะรีบส่งข้อมูลไปยังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) โดยเร็วที่สุดเพื่อให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
โดยคาดว่าหลังจากนี้ น่าจะมีผู้เสียหายทยอยเดินทางมาแจ้งความเพิ่มขึ้น เนื่องจากเมืองหัวหินเป็นเมืองท่องเที่ยวหลายคนอาจจะมีกำหนดการเดินทางมาหัวหินอยู่แล้ว ก็สามารถมาแจ้งความได้ที่ สภ.หัวหิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมอำนวยความสะดวกเต็มที่ สามารถมาได้ ตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านนางสาวนาโน อายุ 49 ปี ชาวหัวหิน หนึ่งในผู้เสียหายในคดี The iCON Group เล่าให้ฟังว่า ตนเริ่มต้นเข้าไปเกี่ยวข้องกับ The iCON Group จนกลายเป็นหนึ่งในผู้เสียหายนั้น สืบเนื่องจากในปี 2564 ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ตนว่างงาน มีการกักตัว จึงได้สนใจหางานออนไลน์ทำทางเฟซบุ๊ก และมาเจอกับโฆษณาสอนทำคลิปทำคอนเทนต์ สอนยิงแอดขายของออนไลน์ ราคา 97 บาท เห็นว่าราคาถูกจึงสนใจ จ่ายเงินเข้าเรียนผ่านระบบออนไลน์ ช่วงแรกก็ได้เรียนตามที่โฆษณา จากนั้นเริ่มมีสอดแทรกเรื่องการขายสินค้า ขายคอลลาเจน ขายกาแฟ การหาทีมและเครือข่าย ถึงได้รู้ว่าเกี่ยวข้องกับ The iCON Group
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ตนหลงเชื่อ และยอมนำเงินเก็บก้อนใหญ่ 250,000 บาท มาลงทุนเปิดบิล เพราะคำโฆษณาชวนเชื่อที่ระบุว่า สิ่งที่เรา กำไร รายได้ต่าง ๆ จะกลายเป็นมรดกให้ลูกหลานเราได้ ตนจึงตัดสินใจยอมเปิดบิล เป็นลูกข่ายของแม่ทีมที่ชื่อ แม่ปัน กับ แม่โน๊ต โดยมีครูพี่เลี้ยงคอยให้รายละเอียดเรา โดยวันพุธเราจะต้องโอนเงินให้แม่ทีมเพื่อเป็นค่ายิงแอดโฆษณา และทางแม่ทีมจะมีรายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ให้เรา 2 ชื่อเพื่อให้เราไปติดต่อ พยายามให้เขาเปิดบิล ซึ่งเราจะได้เงินรายได้ทันที 20,000 บาท โดยคนที่อยู่ในกลุ่มบางคนเน้นขายสินค้าอย่างเดียว บางคนเน้นหาทีม ส่วนของเราเป็นทั้งสองอย่างคือขายของด้วยและหาทีมด้วย แต่พบว่า กาแฟ 6 ลัง ที่เปิดบิลมาไม่สามารถขายได้จนใกล้หมดอายุ
และเมื่อเราดูข้อมูลไปเรื่อย ๆ ก็พบว่า ตนเองไม่โอเคกับวิธีการทำงานดังกล่าว ประกอบกับท้อใจว่า ไม่สามารถขายของได้ ทวงถามหลายครั้งเพราะหวังจะนำเงินไปรักษาพ่อที่ป่วย แต่ก็ไม่ได้เงิน จนทางทีมงาน ขู่เราว่าจะแจ้งความเราเพราะเขาว่าเราไปป่วนเขา ทั้งที่เราเป็นผู้เสียหาย ทำให้ตนท้อใจและหยุดการขายกับ The iCON Group มาเมื่อปี 2566 กระทั่งมาเป็นข่าวใหญ่โต กรณีจับ บอส The iCON Group เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
โดยหลังทราบข่าว ตนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ทั้งสลิปโอนเงิน ข้อความแชต และข้อมูลต่าง ๆ เข้าแจ้งความที่ สภ.หัวหิน ซึ่งการเปิดให้แจ้งความได้ที่ต่างจังหวัด ถือว่าดีมากๆ ไม่เช่นนั้นตนคงลำบากไปแจ้งความที่กรุงเทพฯ ต้องเสียเงินเพิ่มขึ้น ปัจจุบันรายได้ก็ไม่ได้ดีเท่าสมัยก่อน เงินหายากมาก เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งคนรู้จักรายหนึ่งก็เป็นผู้เสียหายทราบว่าเดินทางไปแจ้งความที่กรุงเทพฯ ตกเป็นเหยื่อกันทั้งบ้าน คาดว่าจะสูญเงินเฉพาะครอบครัวนี้ประมาณ 1 ล้านบาท ส่วนตนที่ตัดสินใจแจ้งความนั้น ใจก็หวังที่จะได้เงินคืนเพราะเป็นเงินก้อนใหญ่ของครอบครัว และอยากเป็นเสียงหนึ่งที่ออกมาเรียกร้องว่า ตนก็ได้รับความเดือดร้อนเช่นเดียวกัน แม้จะเป็นเสียงเล็กๆที่เสียหาย แต่ถ้าทุกคนออกมารวมกัน จะเป็นเสียงใหญ่ และจะได้รู้จำนวนความเสียหายที่แท้จริง

