หน้าแรก ภูมิภาค กฐินบอสพอลทำว...

กฐินบอสพอลทำวุ่นทั้งเมืองตรัง เร่งหาเจ้าภาพแทน สมเด็จฯ-เจ้าคณะจว. ติดนิมนต์นอกพื้นที่

22.10.24 | 18:18 น.

ตรัง – กฐินหลวงบอสพอลทำวุ่นทั้งเมือง “วัดกะพังสุรินทร์” พระอารามหลวงเมืองตรัง ยังหาเจ้าภาพแทนไม่ได้ ฆราวาส-วธ.จังหวัด ร่วมแรงร่วมใจหาทางออก เชื่อไม่ตกกฐินแน่ บรรยากาศวัดเงียบ “สมเด็จฯ-เจ้าคณะจว.” ติดกิจนิมนต์นอกพื้นที่ ด้านเหยื่อดิไอคอนตรัง ทะยาน 33 ราย สูญเฉียด 10 ล้าน จากพัทลุงก็มา พนักงานสอบสวนมือระวิง “ผู้การตร.” ย้ำแจ้งได้ทุกสภ. คาดยอดพุ่งทะลุ 10 ล้านแน่ พบเหยื่อเป็นกลุ่มมีกำลังซื้อ แพคเกจ 2.5-3 แสน ได้สัมมนาพ่วงสินค้า สุดท้ายเดือดร้อนเพราะขายไม่ออก

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม จากผลกระทบคดีดิไอคอนกรุ๊ปที่ขยายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะที่วัดกะพังสุรินทร์ (พระอารามหลวง) ถนนเวียนกะพัง ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ซึ่งมีชื่อของบอสพอลเป็นประธานองค์พระกฐินพระราชทาน ในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ แต่ภายหลังเกิดเรื่องได้มีการยกเลิกกฐินดังกล่าวไป จนขณะนี้ยังไม่มีประธานองค์พระกฐินใหม่

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ วัดกะพังสุรินทร์ พบบรรยากาศเป็นไปด้วยความเงียบเหงา สอบถามผู้ดูแลวัดให้ข้อมูลว่า พระหลายรูปติดกิจนิมนต์นอกวัดและต่างจังหวัด มีเพียงญาติโยมบางส่วนเข้ามาไหว้พระ ถวายเพล โดยทั้งสมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ เจ้าคณะใหญ่หนใต้ ติดกิจนิมนต์จังหวัดพังงา ขณะที่พระราชวรากร เจ้าคณะจังหวัดตรัง ติดกิจนิมนต์ที่ กทม.

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น บรรดาฆราวาสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งหาทางออก โดยสำหรับฤดูกฐินปี 2567 นี้ยังมีเวลาอีกราว 1 เดือนในการแก้ปัญหา โดยฤดูกฐินหลังออกพรรษาจะหมดในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ และจากการร่วมแรงร่วมใจกันของทุกฝ่ายในจังหวัดตรัง ทางวัดเชื่อว่าปีนี้วัดจะไม่ตกกฐิน เพราะฆราวาสและผู้เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการหาเจ้าภาพกันอย่างเต็มที่ เพราะในจังหวัดตรังตลอดทุกปีที่ผ่านมา วัดทั้งพระอารามหลวงและวัดราษฎร์มักจะไม่ตกกฐิน

ขณะที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตรัง ในฐานะหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบประสานงานกฐินบอสพอลในครั้งแรก ก็กำลังประชุมหาแนวทางแก้ปัญหาอยู่เช่นกัน

Advertisement

ทั้งนี้ สำหรับวัดกะพังสุรินทร์ (พระอารามหลวง) เป็นที่พำนักของสมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ นามเดิม “สงัด ลิ่มไทย” ฉายา ปญฺญาวุโธ เป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ เจ้าคณะใหญ่หนใต้ นับเป็นสมเด็จพระราชาคณะรูปแรกในประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่จำพรรษาในภาคใต้ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้, ที่ปรึกษามหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง

ต่อมาวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามที่ สภ.เมืองตรัง พบว่ามีผู้เสียหายมาแจ้งความเพิ่มจากวานนี้ (21 ต.ค.67 รวม 26 ราย) เพิ่มอีก 7 ราย รวมเป็น 33 รายแล้ว มูลค่าความเสียหาย 9 ล้านบาทเศษ บางส่วนเดินทางมาจากจังหวัดพัทลุงด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นระดับดีลเลอร์ ซื้อค่าสมาชิกเข้าร่วมกับดิไอคอนในอัตรารายละ 2.5-3 แสนบาท ได้รับสิทธิอบรมสัมมนาและได้รับสินค้าไปขาย

ทั้งนี้ พบว่าผู้เสียหายส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดตรังต่างแห่มาแจ้งความที่ศูนย์รับแจ้งเฉพาะกิจคดีดิไอคอน สภ.เมืองตรัง ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.สานิตย์ พลเพชร ผกก.สภ.เมืองตรัง ทำให้พนักงานสอบสวนต้องเร่งสอบปากคำ รวบรวมหลักฐานกันตลอดทั้งวัน เพื่อสรุปข้อมูลรายวันส่งไปยังศูนย์กลางที่ภูธรจังหวัดตรัง ก่อนจะส่งต่อไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บ.ช.ก.) ก่อนเวลา 09.00 น.ของวันรุ่งขึ้นแบบวันต่อวัน เพื่อดำเนินการต่อตามนโยบาย ผบ.ตร. โดยเบื้องต้นศูนย์รับแจ้งโดยพนักงานสอบสวนจะสอบปากคำผู้เสียหายในฐานะพยานไว้ก่อน พร้อมรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อส่งต่อ

ขณะที่บรรยากาศที่ห้องประชุมชิงดวง กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง (ภ.จว.ตรัง) พล.ต.ต.ภัทรวิชญ์ คีตโมทนียกุล ผบก.ภ.จว.ตรัง เรียกประชุมติดตามการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์รับแจ้งความร้องทุกข์คดี ดิไอคอน กรุ๊ป โดยมี พ.ต.อ.เอกณรงค์ สวัสดิกานนท์ รอง ผบก.ภ.จว.ตรัง พ.ต.ท.ชนินทร ง่วนสน รอง ผกก.กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.ตรัง และหัวหน้างานสอบสวนในสังกัด ภ.จว.ตรัง ทั้ง 16 สถานีร่วมประชุม เพื่อมอบนโยบายการทำงาน

พล.ต.ต.ภัทรวิชญ์ คีตโมทนียกุล ผบก.ภ.จว.ตรัง เปิดเผยว่า ตั้งแต่รับคําสั่งจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ตํารวจทุกจังหวัดได้จัดตั้งศูนย์รับแจ้งความร้องทุกข์ในกรณีคดีดิไอคอน กรุ๊ป ก็ได้เริ่มดําเนินการเปิดศูนย์ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยได้สั่งการกําชับไปยังทุกสถานีตํารวจให้เปิดศูนย์ในลักษณะเดียวกัน เตรียมความพร้อมเรื่องสถานที่ พนักงานสอบสวนที่จะรับแจ้งความ และตนได้เรียกพนักงานสอบสวนประจําศูนย์มาทําความเข้าใจ กระชับการปฏิบัติอีกครั้งหนึ่ง

โดยเฉพาะเรื่องที่ ผบ.ตร.ให้ความห่วงใย เกรงว่าจะมีการบอกปัดไม่รับแจ้ง ก็ได้สั่งกําชับพนักงานสอบสวนไปแล้วว่าไม่ให้มีการบอกปัดไม่รับแจ้งในเรื่องนี้แล้ว ทั้งนี้กระบวนการประกอบด้วย หลังจากที่รับแจ้งพนักงานสอบสวนจะดําเนินการสอบสวนปากคําผู้เสียหายในเบื้องต้นในฐานะพยานตามประเด็นความเสียหาย รวบรวมเอกสารหลักฐาน เช่น สลิปการโอนเงินต่างๆ มีการสรุปย่อคําให้การ เพื่อส่งต่อไปยัง บก.ปคบ.ได้วิเคราะห์การกระทําความผิดและข้อเท็จจริงได้ง่ายมากขึ้นแบบวันต่อวัน ซึ่งผู้เสียหายแต่ละคนก็จะมีพฤติการณ์แตกต่างกันไป การกระทำความผิดถือเป็นต่างกรรมต่างวาระกันไป ซึ่งการดำเนินการจะอยู่ที่ตำรวจสอบสวนกลางเป็นผู้ดำเนินการ ในการดําเนินคดีในแต่ละเคสแต่ละรายไป ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกรายจะเป็นเหยื่อทั้งหมด โดยจะต้องมาทำการคัดแยก มาวิเคราะห์พยานหลักฐานข้อเท็จจริงอีกส่วนหนึ่ง

สําหรับข้อมูลของผู้ได้รับความเสียหายที่มาแจ้งความยังสถานีตํารวจภูธรในสังกัดของภูธรจังหวัดตรัง อัพเดตล่าสุดวานนี้ (21 ต.ค.67) มีผู้มาแจ้งความร้องทุกข์แล้ว จํานวนทั้งสิ้น 33 ราย มูลค่าความเสียหายในภาพรวม 9 ล้านบาทเศษ ซึ่งทั้ง 33 รายเป็นสมาชิกในกลุ่มเครือข่ายของดิไอคอน และยังไม่ปรากฏในลักษณะที่เป็นพ่อทีมแม่ทีม หรือเป็นระดับหัวสำคัญๆ ในเครือข่าย โดยในจํานวน 33 ราย พฤติการณ์จะใกล้เคียงกัน คือมีการชักชวนไปร่วมประชุมสัมมนาให้ความรู้อะไรต่างๆ แล้วก็ได้รับการจูงใจให้ร่วมลงทุนด้วย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นในระดับเดียวกันที่การลงทุนอยู่ในวงเงินประมาณ 250,000-300,000 บาท แล้วได้รับสินค้าเพื่อไปจําหน่าย ซึ่งอาจจะจําหน่ายไม่ได้ ก็เลยไม่สามารถที่จะทําธุรกิจตามที่ต้องการ หรือตามที่ไปอบรมสัมมนากันมาไว้แล้วแต่ได้รับความเสียหาย ก็เลยมาแจ้งความร้องทุกข์ โดยมีหลากหลายอาชีพที่สนใจในเรื่องการทําธุรกิจ อยากจะมีรายได้เพิ่ม และผู้เสียหายมีความพร้อมลงทุนในระดับหนึ่งที่สามารถไปลงทุนได้ ซึ่งเป็นเหตุผลปัจจัยที่ทําให้ตัดสินใจลงทุน แต่เมื่อลงทุนไปแล้วไม่สามารถที่จะดําเนินธุรกิจได้ตามที่ไปเข้าร่วมสัมมนามา ก็ทําให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้น

พล.ต.ต.ภัทรวิชญ์กล่าวว่า เชื่อว่าน่าจะมีผู้เสียหายรายอื่นที่ยังไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ จะทยอยมาแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน เพราะอัตราเฉลี่ยมีทุกวัน วันละ 3 ราย 4 ราย 5 ราย แต่มีทุกวัน เชื่อว่าจะมีเพิ่มขึ้น ในส่วนของจังหวัดตรังมีปริมาณผู้ที่ไปแจ้งความที่ สภ.เมืองตรัง มากที่สุด จึงขอประชาสัมพันธ์ว่า ผู้ที่เห็นว่าตัวเองได้รับความเสียหายในกรณีดังกล่าว ถูกชักจูง หรือหลอกไปร่วมลงทุนกับดิไอคอน สามารถไปแจ้งความได้ทุกสถานีตำรวจ เพราะทุกสถานีตำรวจมีพนักงานสอบสวนรองรับ จะไม่มีการบอกปัดหรือไม่รับแจ้งใดๆ ทั้งสิ้น เบื้องต้นผู้เสียหายจะต้องเตรียมข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับสลิปโอนเงินหรือหลักฐานอื่นๆ ที่ยืนยันในเรื่องของการกระทําความผิดของดิไอคอน แล้วไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนได้ทุกสถานีใกล้บ้าน

ในส่วนของการสืบสวนปราบปรามจับกุมอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการล่อลวงต่างๆ ในพื้นที่ เราดําเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ก็อยากจะฝากเตือนพี่น้องประชาชนว่า กรณีดิไอคอนไม่ได้เป็นเคสแรก เพราะมีเคสในลักษณะใกล้เคียงกันในหลายๆ เคส เช่น กรณี Forex ที่เป็นลักษณะของการชักจูง หรือหลอกให้ลงทุน แล้วทําให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง จึงฝากเตือนว่า กรณีที่จะตัดสินใจในการลงทุนใดๆ ขอให้ศึกษารายละเอียดในการลงทุนธุรกิจนั้นๆ ให้ถ่องแท้ก่อน และพิจารณาความพร้อมของตัวเองว่ามีความพร้อมหรือไม่อย่างไร

โดยเฉพาะธุรกิจในลักษณะการขาย ต้องดูด้วยว่าตัวเองมีความสามารถที่จะไปเสนอขายสินค้าหรือไม่ หากว่าพิจารณาแล้วว่าตัวเองไม่เหมาะ หรือไม่มีความสามารถที่จะไปเสนอขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ก็อย่าเสี่ยงดีกว่า