‘นิพิฏฐ์’ ยื่นอุทธรณ์-ฎีกา คดีฝรั่งเตะหมอที่ภูเก็ต ชี้โทษไม่มาก แต่สะเทือนใจปชช.
สืบเนื่องจากศาลแขวงภูเก็ต พิพากษาคดี แพทย์หญิง ธารดาว จันทร์ดำ หรือ หมอปายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเดวิดชาวสวิตเซอร์แลนด์เจ้าของปางช้างภูเก็ต ในคดีทำร้ายร่างกาย โดย หมอปาย อ้างถูกนายเดวิดเตะเข้าที่หลังและตะโกนด่าถ้อยคำหยาบคาย ขณะนั่งที่บันไดหน้าวิลล่าหรูชายหาดยามู ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 โดย ศาลแขวงภูเก็ต พิพากษาคดีเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2567 พิพากษายกคำร้องของโจทก์ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ทนายความ กล่าวว่า คดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลโดยรวมว่า ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย ในคดีที่ศาลให้เหตุผลว่า ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยว่า ก้ำกึ่งว่าผิดจริงหรือไม่ผิดจริง ถ้าในกรณีที่จำเลยไม่ผิดจริงศาลก็จะใช้ คำพูดในลักษณะที่ว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง ก็พิพากษายกฟ้อง แต่เมื่อศาลให้เหตุผลว่ายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ก็ไปได้ทั้ง 2 ทางจะยกก็ได้จะไม่ยกก็ได้จะลงโทษก็ได้จะไม่ลงโทษก็ได้ ดังนั้นจึงได้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลสูงสุดได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยหลักที่ตนจะยกขึ้นอุทธรณ์ คือ หลักของภาษากฎหมายเรียกว่า หลักของความสมเหตุสมผล หมายความว่า ในระหว่างคำต่อสู้ของจำเลยกับคำต่อสู้ของโจทก์นั้น หลักของใครมีความสมเหตุสมผลมากกว่ากัน
“ในขณะนี้ยื่นอุทธรณ์ที่ศาลแขวงภูเก็ต เพราะเชื่อว่าคำเบิกความของคุณหมอและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นคุณหมอและเพื่อนซึ่งเป็นหมออีกคนหนึ่งซึ่งเป็นหมอทั้งสองคน มีความสมเหตุสมผลมากกว่า คำเบิกความของจำเลย เช่น พอเกิดเหตุปั๊บ พอฝรั่งบอกว่าที่ของเขานะถ้าเข้ารุกล้ำเขายิงตายได้นะ และตัวเพื่อนของหมอซึ่งเป็นแพทย์อีกคนหนึ่งแพทย์หญิงศุภกาญจน์ เขากล่าวคำขอโทษ โดยทันทีโดยเข้าใจผิดเชื่อตามที่จำเลยบอกว่าเป็นพื้นที่ของเขาและเขาก็เดินออกไปทันที”

นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า ทั้งนี้หลังจากหมอกับเพื่อนเดินออกไปประมาณ 500 เมตร ก็เจอกับรปภ. และบอกว่าเขาถูกทำร้ายทันทีและก็กลับมาในขณะที่เขากลับมาก็เจอจำเลยที่ยังอยู่มีลักษณะหน้าแดงเหงื่อท่วมตัวและพยายามเข้ามาทำร้ายหมออีกครั้งหนึ่ง จนต้องกันตัวจำเลยนี้ออกไป และกล่าวคำหยาบคำด่าหมอเช่นพวก Local แล้วก็ หลังจากนั้นภรรยาเขาก็ลงมาสมทบแล้วด่าว่าอีดอกพวกนี้มานั่งอยู่ทำไม ก็พยายามปะทะกันอีก
จนกระทั่งตำรวจมา 2 นายและแยกคู่กรณีออกจากกันและคุยกันอยู่เคลียร์กันอยู่ประมาณ 3 ชั่วโมงใน 3 ชั่วโมงนี้เถียงกันอยู่ 2 เรื่องเท่านั้นคือบุกรุกและทำร้ายไม่มีเรื่องอื่นเลย ดังนั้น ตนเชื่อว่าความสมเหตุสมผล คือ หมออายุ 27 ปีเป็นหมอทั้งสองคนถ้าเขาไม่ถูกทำร้ายเขาจะไม่แจ้งทันที และจะไม่คุยกันเรื่องทำร้ายกับบุกรุกและเมื่อไม่ตกลงกันก็ไปแจ้งความ ณ วันนั้นเลย จนกระทั่งตำรวจพนักงานสอบสวนส่งไปตรวจพิสูจน์บาดแผล
ในขณะเดียวกันฝ่ายของผู้ต้องหาพอเกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นเขาก็โทรศัพท์ไปหารองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตโดยทันทีและตำรวจที่มาทั้ง 2 นายก็บอกว่า คุณหมอบุกรุกที่ของเขานะโทษถึงจำคุกนะแต่ว่าฝรั่งทำร้ายนี่โทษปรับนะก็ให้คุยกันเสีย แต่หมอก็ยังยืนยันว่าเขาถูกทำร้ายและมีลักษณะบาดเจ็บจริงๆมีบาดแผลที่นิติเวชพิสูจน์ว่ามีผื่นแดงเกิดขึ้นมีการฟกช้ำและนิติเวชก็บอกว่าการที่หมอได้รับบาดเจ็บนี้เป็นอันตรายต่อกายและจิตใจแล้ว
ตนเชื่อว่าในขณะนั้นคนที่ยืนอยู่ข้างหลังหมอมีเฉพาะฝรั่งคนนั้นคนเดียวไม่มีคนอื่นอยู่เลยและพอมีเสียงกระทบขึ้นเขาก็หันไปดู จริงอยู่เขาไม่ได้เห็นตอนเตะเพราะเขานั่งอยู่ข้างหลังแต่ว่าถ้าเขาจะใส่ร้ายปรักปรำเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเขาก็บอกว่าก็เห็นเตะได้ แต่พฤติกรรมของเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้น
แต่ทีนี้ปัญหาเกิดขึ้นว่าในเมื่อเขาได้รับบาดเจ็บจากแรงกระทบด้านหลังในขณะที่มีตัวจำเลยยืนอยู่คนเดียวนั้น ใครเป็นคนที่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ ซึ่งสันนิษฐานไปได้ค่อนข้างเชื่อได้ว่า ตัวจำเลยนั่นแหละน่าจะทำให้เขาได้รับความบาดเจ็บ
“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถึงแม้เป็นโทษไม่มากแต่เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ ดังนั้น คดีนี้ผมหวังว่าเมื่อเราขออนุญาตฎีกาด้วยในวันนี้ ศาลจะเมตตา เพื่อนำสู่เรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลสูงสุดได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง และ เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตแล้วก็ไปสู่ศาลอุทธรณ์ให้พิจารณาคดีนี้อีกครั้งหนึ่ง”

