หน้าแรก ภูมิภาค ภาคประชาชนเรี...

ภาคประชาชนเรียกร้องชู “ตากใบต้องไปต่อ” ขับเคลื่อนพูดคุยสันติสุข

2.11.24 | 18:44 น.

นายดุลยรัตน์ บูยูโสะ ภาคประชาสังคม ประธานคณะขับเคลื่อนการพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่ กล่าวถึงกรณีคดีตากใบหมดอายุความ เหตุการณ์ขยายความรุนแรงเกิดเหตุลอบยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจในมัสยิดใน ต.คลองมานิง อ.เมือง จ.ปัตตานี และยิงโต๊ะอิหม่ามเสียชีวิตที่ ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลาว่า ขอสันติสุขจงมีแด่ทุกๆ ท่าน “ตากใบต้องไปต่อ” อาจต้องเป็นวลีเด็ด เป็นข้อคิดเห็นมีคนที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทั้งนักวิชาการนักประชาสังคมและอื่นๆ ทั่วประเทศที่ปรากฏกับชาวตากใบที่ผ่านความบอบช้ำ 20 ปี เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนและกลุ่มเห็นต่างอย่างหนัก ในมุมผม ตากใบยังมีความสวยงาม มีทรัพยากรอันมีค่า มีศักยภาพ มีความแข็งแรงทางด้านเศรษฐกิจ เมืองท่าค้าชายชายแดนอีกมาก สิ่งอื่นๆ ที่มีศักยภาแข็งแรงคือสิ่งที่ถูกทำให้ลืมลงไป อยากให้ตากใบนั้นไปต่อ เพราะประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นทุกคนต้องยอมรับว่ามันเป็นความผิดพลาดระดับประเทศ อย่าโทษกันไปโทษกันมา เพราะสิ่งที่ต้องรับผลกับสิ่งเหล่านี้อยู่คือคนยุคปัจจุบันเราต้องช่วยกันทำให้ตากใบต้องไปต่อ รัฐจะฟื้นฟูกับคนเหล่านี้อย่างไร จะทำยังไงให้เศรษฐกิจกลับมาเหมือนเดิม มาหาทางออกให้เกิดผลประโยชน์กับชาวบ้านให้มากที่สุด

“คพท.คณะขับเคลื่อนพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่ ซึ่งคณะเราเอง ผมเองเป็นประธานถูกแต่งตั้งโดยรัฐอีกหน่วยหนึ่ง ก็พยายามผลักดันและหวังอย่างเต็มที่จะทำอย่างไรให้เกิดสันติภาพ สันติสุขที่กินได้ ต้องการสร้างความเข้าใจ สร้างการรับรู้ อยากให้เกิดสันติสุขในพื้นที่ ประวัติศาสตร์ขอให้เป็นบทเรียน และอนาคตคงไม่เกิดขึ้นอีก ไม่ก่อความชัดแย้งกันอีก การแก้ปัญหาโดยใช้กำลัง ยังไงก็ไม่เกิดสันติสุข เราต้องแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ส่วนในภาคใหญ่คือคณะโต๊ะการพูดคุยสันติสุขโต๊ะการเจรจาสันติภาพระดับประเทศนั้นเราต้องช่วยกันให้เริ่มนับหนึ่งให้ได้ เราต้องช่วยผลักดันและเดินหน้าต่อไป เพราะนี่คือการทำให้เกิดสันติภาพที่ดีที่สุด

นายอนุชิต งามขจรวิวัฒน์ นักธุรกิจในพื้นที่ กล่าวว่า เหตุการณ์ตากใบได้ถูกแชร์กัน ย้อนใหม่ฉายภาพให้เห็นอีกครั้งอย่างกว้างขวาง และฝ่ายรัฐบาลไม่ได้มีการตอบรับตอบสนองมากพอให้เกิดความพึงพอใจกับประชาชนได้ กลับทำให้สถานการแย่ลงเข้าไปอีก เช่น ที่ตากใบเอง แล้วมีเรื่องอื่นอีก จึงทำเกิดเศรษฐกิจมุมมองคนสามจังหวังแย่ลงซ้ำเข้าไปอีก ไม่มีคนมาท่องเที่ยว การลงทุนท้องถิ่นไม่เกิดขึ้น ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยหลังจากนี้ รัฐทางด้านนโยบายต้องช่วยกันเปิดโอกาสในพื้นที่ เช่นเรื่องอาชีพ เรื่องแรงงาน การขึ้นค่าแรงการกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน กลไกรัฐ และยิง องค์กรหน่วยงานในแต่ละส่วนที่มีความพร้อมทุกอย่าง ควรจะขับเคลื่อน จะทำให้เกิดผลในภาพใหญ่มากขึ้น แต่ไม่ใช่การทำอีเวนต์เปิดตลาดชั่วครั้งชั่วคราว แต่ต้องเป็นนโยบายเชิงเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงและมีการพัฒนาสายอาชีพเกิด มีความยั่งยืน เช่นตลาดการค้าชายแดนกับมาเลเชีย ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่เราจะทำอย่างไรให้เพิ่มศักยภาพการพัฒนาในพื้นที่

“การต่อสู้ที่ต้องการความยุติธรรมยังต้องเกิดขึ้นต่อไป รัฐบาลต้องเข้ามาดูแลความรู้สึกความสูญเสียด้านจิตใจให้มาก ไม่ใช่มองด้านตัวเลขเยียวยาอย่างเดียว ไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญให้มากกว่านี้ และให้โอกาสพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส การสร้างงาน สร้างกิจกรรมอื่นๆ สร้างบรรยากาศที่ดีกลับมา ถ้ามีความหวาดระแวงก็จะเกิดผลกระทบด้านลบกับเศรษฐกิจพื้นที่ ต้องคิดเอาจริงและทำให้ได้” นายอนุชิตกล่าว