หน้าแรก ภูมิภาค อดีตภรรยาฟ้อง...

อดีตภรรยาฟ้อง เพชร สหรัตน์ 20 ล้าน ปลอมลายเซ็นค้ำประกันเงินกู้แบงก์ 4 สัญญา 80 ล้าน

7.11.24 | 17:59 น.

เมียเก่าฟ้อง เพชร สหรัตน์ ปลอมลายเซ็นค้ำประกันเงินกู้แบงก์ 80 ล้าน ท้าชนในรายการดังช่องไหนก็ได้

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ร้านอาหารครัวคุณนิด เขตเทศบาลนครอุดรธานี น.ส.นิภารัตน์ หรือ น.ส.เฌอลินญ์ หรือ นินิว อายุ 31 ปี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวหนองคาย อดีตภรรยานักร้องและนักแต่งเพลง เพชร สหรัตน์ พร้อมด้วย นายธีรศักดิ์ ทองทรวง ทนายความ และ นายภานุมาศ จิตรวศินกุล เจ้าของเพจเฮียเปี๊ยกช่วยด้วย ร่วมแถลงข่าวกรณีนักร้องดังปลอมลายมือชื่อ น.ส.นิภารัตน์ ไปค้ำประกันเงินกู้ให้พี่ชาย สร้างโรงงานน้ำปลาร้า วงเงิน 80 ล้านบาท จำนวน 4 สัญญา ในวันที่ทั้งสองจดทะเบียนหย่ากัน โดยที่อดีตภรรยาไม่รู้มาก่อน กระทั่งธนาคารมีหนังสือทวงเงินเนื่องจากผิดนัดจ่ายเงินกู้ไปหาอดีตภรรยา ทำให้รู้ว่าโดนอดีตสามีปลอมลายเซ็นและนำเอกสารทางราชการไปใช้ค้ำประกันเงินกู้

เมื่อสอบถามผู้จัดการส่วนตัวกลับนิ่งเฉย จึงได้ติดต่อไปที่สำนักงานใหญ่ของแบงก์ ก่อนจะมีหนังสือถอดชื่อจากการค้ำประกันจากแบงก์ส่งมาที่บ้าน โดยมี บริษัทของตลกชื่อดัง เป็นผู้ค้ำประกันแทน แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะอดีตภรรยาไม่สามารถกู้เงินจากแบงก์เพื่อขยายกิจการและกู้เงินมาหมุนเวียนธุรกิจได้ แถมยังโดนอดีตสามีคุกคาม และแบงก์ขู่ฟ้องถ้าทำให้ชื่อเสียหาย

นินิว อดีตภรรยาเพชร สหรัตน์

ส่วนความเสียหายของอดีตภรรยากลับไม่ได้รับการเยียวยา จึงให้ทนายฟ้องค่าเสียหาย 20 ล้านบาท และดำเนินคดีอาญากับอดีตสามี กับพวก ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม

น.ส.นิภารัตน์เปิดเผยว่า ครอบครัวทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บ้านจัดสรรและโรงงานน้ำปลาร้า รู้จักและแต่งงานจดทะเบียนสมรสอยู่กินกับ เพชร สหรัตน์ เมื่อปี 2561-2565 รวมเวลา 5 ปี ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน แรกๆ ก็ได้รับการเอาใจใส่ดี แต่มักจะมีเจ้าหนี้มาทวงหนี้ที่โรงงาน ซึ่งตนในฐานะภรรยาก็ได้ชดใช้หนี้ให้รวมประมาณ 20 ล้านบาท แต่หลังจากตนชดใช้หนี้หมด สามีก็มีท่าทีเปลี่ยนไป

Advertisement

น.ส.นิภารัตน์กล่าวว่า ตกลงแยกทางกันเมื่อเดือนมีนาคม 2566 แต่อดีตสามียื้อเวลาจดทะเบียนหย่าเป็นวันที่ 18 เมษายน 2566 แต่ได้หย่าจริงวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ นายเดช พี่ชายอดีตสามี ไปกู้เงินแบงก์มาลงทุนเปิดโรงงานน้ำปลาร้าที่ จ.หนองคาย

“วันที่ 2 ตุลาคม 2566 ได้รับหนังสือทวงเงินจากแบงก์แห่งหนึ่ง สาขา จ.สกลนคร เนื่องจากผู้กู้ผิดนัดจ่ายเงินกู้ วงเงิน 7 ล้านกว่าบาท พบว่าชื่อของเราอยู่ในฐานะเจ้าของบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นผู้เซ็นค้ำประกัน ต้องรับผิดชอบ ทำให้รู้ว่าอดีตสามียินยอมให้คู่สมรสค้ำประกันเงินกู้ โดยการปลอมลายเซ็นการค้ำประกันเงินกู้ให้กับพี่ชายตัวเองในนามบริษัท วงเงิน 80 ล้านบาท 4 สัญญา แบ่งเป็น 8 ล้าน 7 ล้าน 25 ล้าน และ 40 ล้าน” น.ส.นิภารัตน์กล่าว

น.ส.นิภารัตน์เล่าต่อไปว่า ไลน์ไปหาผู้จัดการส่วนตัวของอดีตสามี เขาเปิดอ่านแต่ไม่ตอบกลับ จึงเดินทางไปพบผู้จัดการและผู้การแบงก์ ซึ่งทั้งสองไม่เคยเห็นหน้าตน จึงได้เขียนคำร้องขอดูสัญญากู้ ผ่านไป 1 สัปดาห์ แบงก์ส่งสัญญากู้ทั้ง 4 ฉบับมาให้ดูก็พบว่าลายเซ็นของตนเป็นลายเซ็นปลอม จากนั้นจึงไปร้องสื่อ 2 สัปดาห์ต่อมาแบงก์ส่งหนังสือปลดตนจากผู้ค้ำประกันเงินกู้ โดยมี 2 บริษัทมาค้ำประกันแทนบริษัทตน หลังได้รับหนังสือสัญญาเงินกู้ก็ได้ปรึกษาทนายความ เพราะตนได้รับผลกระทบทางธุรกิจและสภาพจิตใจ ไม่สามารถไปขยายวงเงินกู้ได้ในตอนนี้ อยากให้อดีตสามีออกมารับผิดชอบในส่วนที่ทำไป

“ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้เซ็น อยากให้ออกมาอธิบายรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นในขั้นตอนไหน เวลาไหน ส่วนตัวยินดีจะให้ข้อมูลว่า ณ วันที่ทำสัญญากันเราอยู่ที่ไหน” น.ส.นิภารัตน์ระบุ

น.ส.นิภารัตน์ระบุว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อจากอดีตสามี บทเรียนครั้งนี้แพงมาก ธนาคารมีการแจ้งว่าจะมีการฟ้องนิวด้วย เพราะแจ้งชื่อธนาคารทำให้ธนาคารเสื่อมเสียชื่อเสียง อยากให้เป็นอุทาหรณ์ ตอนที่รักกันก็เกิดจากความเชื่อใจ ความไว้ใจ เมื่อไหร่ก็ตามที่ไปกันไม่ได้แล้ว อยากให้ผู้หญิงมีสติ และอยากให้รักตัวเองมาก เพราะวันที่ไม่ได้รักกัน ตัวเราเองจะถูกทำร้าย ตอนนี้มีความกังวล และสภาพจิตใจแย่มากๆ

ด้านนายภานุมาศเผยว่า เมื่อสองสัปดาห์ก่อนคุณนินิวไปร้องสื่อ เมื่อเจ้าหน้าที่แบงก์รู้ว่าคุณนินิวมาร้องสื่อ ได้มีเอกสารส่งมา 4 ฉบับ ระบุการปลดภาระหนี้จากผู้ค้ำประกันออกทั้ง 4 วงเงิน จึงเป็นข้อสงสัยว่าโดยปกติการจะเซ็นเงินกู้ในวงเงินเกือบ 100 ล้าน ผู้กู้และผู้ค้ำควรจะต้องเซ็นต่อหน้าเจ้าหน้าที่หรือไม่ ซึ่งคุณนินิวยืนยันว่าไม่ได้เซ็นต่อหน้า และเปรียบเทียบลายเซ็นปลอมกับลายเซ็นจริงของคุณนินิวทำธุรกรรมกับแบงก์ก็มีความแตกต่างกัน

เพชร สหรัตน์

นายธีรศักดิ์เปิดเผยว่า ยื่นฟ้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาที่ จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ส่วนการฟ้องอาญาเรื่องร่วมกันปลอมลายมือชื่อ ปรากฏลายมือชื่อบนสัญญาการค้ำประกันเงินกู้ 4 สัญญา วงเงิน 80 ล้านบาท คุณนินิวยืนยันว่าไม่ใช่ลายมือตัวเอง ไม่เคยพบเจอกับเจ้าหน้าที่ธนาคารก่อนจะมีการทำสัญญา จึงมอบหมายให้ทนายทำการฟ้องจำเลยทั้งหมด 5 คน ที่ร่วมกัน เป็นทั้งบริษัทและบุคคลธรรมดา รวมทั้งอดีตสามีของคุณนินิวด้วย

นายธีรศักดิ์กล่าวว่า ส่วนคดีแพ่ง ฟ้องทั้งธนาคารและตัวบุคคลที่มือลายมือชื่อเกี่ยวข้อง ที่ปรากฏตามสัญญา เพราะสัญญาดังกล่าว เมื่อมีคนค้ำประกันมักจะมีพยานลงลายมือชื่อรับรองว่า “ในฐานะคู่สมรส” เท่ากับบุคคลเหล่านี้รู้เห็นว่าลายมือชื่อที่ปรากฏเกิดขึ้นได้อย่างไร ฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท เหตุที่จำเป็นต้องเรียกค่าเสียหายเพราะคุณนินิวได้รับความเสียหายในการทำธุรกิจต่างๆ ไม่สามารถจะขยายเงินกู้ได้ เพราะลูกหนี้ผิดสัญญาจ่ายเงินกู้

“หลังจากร้องสื่อไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม และยื่นฟ้องไปเรียบร้อย ปรากฏว่าวันที่ 25 ตุลาคม ได้รับซองจดหมายจากธนาคารโดยส่งทางไปรษณีย์ 4 ฉบับในซองเดียวกัน แจ้งปลดภาระค้ำประกันให้ 80 ล้านบาท ซึ่งมันเป็นเรื่องง่ายมาก ในกระบวนการกู้เงินของธนาคาร วันนึงอยากให้เป็นหนี้ก็ให้เป็น วันนึงอยากจะปลดก็ปลด ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เจ้าหน้าที่ธนาคารไม่เคยประสานล่วงหน้ามาเลย ไม่เคยแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่า กระบวนการของธนาคารทำอย่างไรบ้าง คุณนินิวจึงจำเป็นต้องยื่นฟ้องต่อศาล เพื่อให้ศาลนำคดีมาพิจารณาเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป

ฟ้องมาตรา 204 ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม เพราะมีการร่วมมือกันหลายคน ขณะดำเนินคดีก็ยังมีข้อขัดแย้งกันเรื่อยมา และวันนี้ก็ได้ไปยื่นฟ้องผู้ต้องหากลุ่มเดิมที่ จ.สกลนคร ข้อหาบุกรุก เพราะมีการเข้ามาคุกคามในพื้นที่ของคุณนินิว และฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมที่ไม่ได้แสดงเจตนารมณ์โดยสมัครใจของคุณนินิวและไม่ได้มอบอำนาจให้ใครเซ็นด้วย ศาลจะพิจารณาในวันที่ 23 มกราคมปีหน้า” นายธีรศักดิ์กล่าว

เมื่อถามว่า หากมีรายการติดต่อให้ไปชี้แจงทางทีวีพร้อมกับอดีตสามี น.ส.นิภารัตน์พร้อมหรือไม่ โดย น.ส.นิภารัตน์ตอบอย่างมั่นใจว่า กล้าและพร้อมไปออกทุกรายการ