หน้าแรก ภูมิภาค ผ่าพิสูจน์ ซา...

ผ่าพิสูจน์ ซากพะยูนเกยตื้น พบขาดอาหารจนป่วยตาย ชี้เข้าภาวะวิกฤตเสี่ยงสูญพันธุ์

19.11.24 | 09:32 น.

ผ่าพิสูจน์ ซากพะยูนเกยตื้น พบขาดอาหารจนป่วยตาย ชี้เข้าภาวะวิกฤตเสี่ยงสูญพันธุ์

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ตรัง บรรยากาศภายในศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง (ศวอล.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ทีมสัตวแพทย์ใช้เวลาทั้งวันในการผ่าชันสูตรซากพะยูน 2 ตัว ที่เกยตื้นอย่างละเอียด

ตัวแรก รับซากมาจากทะเลกระบี่ ภายหลังพบเกยตื้นตาย บริเวณท่าเรือเกาะปู ต.เกาะศรีบอยา อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ เป็นพะยูนเพศเมีย ช่วงวัยรุ่น ความยาววัดได้ 186 ซม. ส่วนตัวที่ 2 เป็นพะยูน เพศเมีย ช่วงวัยรุ่น ความยาว 185 ซม. พบเกยตื้นที่ทะเลตรัง บริเวณหาดสบาย ทางทิศตะวันตกของเกาะมุกด์ ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ภายหลังพบเป็นซากสภาพผอมผิดปกติ กำลังเน่าเปื่อยอยู่ที่ริมหาด

จากการตรวจสอบพบว่า พะยูนทั้ง 2 ตัว มีความสมบูรณ์ร่างกายอยู่ในเกณฑ์ผอม แต่ตัวที่รับจากทะเลตรังนั้น ผอมผิดปกติ ภายในกระเพาะอาหารของทั้งสองตัวมีหญ้าอยู่เพียงเล็กน้อย ลักษณะภายนอกพบรอยพฤติกรรมฝูงบริเวณหลัง นอกจากนี้ ยังพบเพรียงทะเลเกาะทั่วลำตัว ไม่พบบาดแผลฉกรรจ์หรือบาดแผลจากเครื่องมือประมง

ซากพะยูนเกยตื้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยซากพะยูน ที่รับมาจากทะเลกระบี่ เมื่อเปิดผ่าดูอวัยวะภายใน พบว่ากล้ามเนื้อบริเวณคอบวมน้ำ พบน้ำสีแดงใสในถุงหุ้มหัวใจ และก้อนลักษณะคล้ายไขมันพอกหัวใจ ภายในหัวใจห้องบนขวาและล่างขวา พบก้อนลักษณะเป็นลิ่มสีเหลือง (chicken fat clot) พบเศษทรายภายในหลอดลม เนื้อเยื่อปอดสีไม่สม่ำเสมอและมีเลือดคั่ง ส่วนของทางเดินอาหารพบอาหารในกระเพาะจำพวกหญ้าทะเลน้อย หนักประมาณ 500 กรัม พบพยาธิอัดแน่นในกระเพาะอาหาร ไม่พบสิ่งแปลกปลอมในทางเดินอาหาร สรุปสาเหตุการตายคาดว่าป่วยจากภาวะก้อนลิ่มอุดตันภายในหัวใจร่วมกับป่วยเรื้อรังจากภาวะปอดผิดปกติ ทำให้สัตว์อ่อนแอและจมน้ำตายในที่สุด

Advertisement

ส่วนตัวที่รับจากทะเลตรัง เมื่อเปิดผ่าดูอวัยวะภายใน พบว่าอวัยวะภายในส่วนใหญ่เน่าสลาย ไม่สามารถระบุรอยโรคได้ชัดเจน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ ส่วนของทางเดินอาหารพบอาหารในกระเพาะอาหารจำพวกหญ้าทะเลเล็กน้อย น้ำหนักประมาณ 400 กรัม พบพยาธิตัวกลมอัดแน่นในกระเพาะอาหาร ไม่พบสิ่งแปลกปลอมในทางเดินอาหาร ไม่สามารถระบุสาเหตุการตายได้แน่ชัด เนื่องจากสภาพเน่ามาก แต่คาดว่ามีภาวะป่วยเรื้อรัง จากการสังเกตว่ามีเพรียงเกาะมากและพะยูนผอมผิดปกติ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ และอาหารในกระเพาะอาหารของทั้ง 2 ตัว ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไป ส่วนซากเจ้าหน้าที่ได้ทำการฝังกลบภายในศูนย์วิจัยฯ

ซากพะยูนเกยตื้น

สัตวแพทย์หญิง ปิยรัตน์ คุ้มรักษา นายสัตวแพทย์ปฎิบัติการ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง (ศวอล.) เปิดเผยว่า สำหรับพะยูนตัวที่รับมาจากทะเลกระบี่ ซากยังสด ผอมไม่มาก แต่อยู่ในเกณฑ์ที่ผอม มีอาหารเล็กน้อยในกระเพาะและทางเดินอาหาร

คณะแพทย์และเครือข่ายอนุรักษ์ในพื้นที่ต่างเห็นตรงกันว่า เป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก เนื่องจากพะยูนทั้ง 2 ตัว เป็นพะยูนเพศเมีย และอยู่ในช่วงวัยรุ่น เป็นความสูญเสียทรัพยากรชายฝั่งตัวบ่งชี้ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเล เพราะทั้ง 2 ตัว หมดโอกาสจะได้ขยายพันธุ์ต่อไป ส่วนพะยูนที่เหลือซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าขณะนี้พะยูนในทะเลอันดามันเหลือประมาณกี่ตัวแล้ว

เนื่องจากอยู่ในภาวะวิกฤตหนักเพราะขาดอาหารจนป่วยตาย เจ้าหน้าที่ต้องเก็บซากกันรายวัน โดยเฉพาะพะยูนในทะเลตรัง จากเดิมเคยเป็นเมืองหลวงของพะยูน เพราะมีแหล่งอาหารคือหญ้าทะเลแปลงใหญ่ประมาณ 30,000 ไร่ แต่เริ่มเสื่อมโทรมมาตั้งแต่ปี 2562

ซากพะยูนเกยตื้น

เครือข่ายอนุรักษ์ในพื้นที่เชื่อว่าจุดเริ่มต้นจากการขุดลอกร่องน้ำของกรมเจ้าท่า แล้วนำตะกอนดินและทรายไปตักทิ้งในทะเล ห่างจากบริเวณแหลมจุโหย-อ่าวทุ่งจีน เกาะลิบง เพียงประมาณ 5 กิโลเมตร จนถูกคลื่นซัดตะกอนทรายเข้ามาทับถมแหล่งหญ้าทะเลมายาวนาน และถูกซ้ำเติมด้วยสภาวะโลกร้อน ยิ่งเป็นสิ่งเร้าให้หญ้าทะเลเสื่อมโทรมหนักและยากต่อการฟื้นฟูจนถึงขณะนี้ จนพะยูนขาดอาหาร และส่วนหนึ่งอพยพไปจังหวัดใกล้เคียงและเสี่ยงอันตรายรอบด้าน ทั้งขาดอาหาร เสี่ยงติดเครื่องมือประมง เสี่ยงถูกเรือชน ถูกใบพัดเรือ โดยในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พะยูนในฝั่งอันดามันตายแล้ว 5 ตัว แบ่งเป็น จังหวัดตรัง 3 ตัว จังหวัดกระบี่ 2 ตัว และจังหวัดภูเก็ต 1 ตัว ซึ่งซากถูกตัดหัวออกไปจนน่าสะเทือนใจ รวมในปี 2567 ณ ขณะนี้ พะยูนในทะเลอันดามันตายแล้วถึง 36 ตัว ซึ่งถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤตที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์แล้ว