หน้าแรก ภูมิภาค ผญบ.พาหลานชาย...

ผญบ.พาหลานชายวัย 18 แจงยิบ ยันไม่ได้ขืนใจสาวพิการจนท้อง

14.12.24 | 16:40 น.

ผู้ใหญ่บ้านควงหลานชายแจงยิบ หลังตกเป็นจำเลยสังคมเหตุข่มขืนสาวพิการท้องคลอดลูก 7 เดือน

จากกรณี น.ส.บุสดี อายุ 52 ปี ชาว ต.สร้างคอม อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี ร้องเรียนต่อสื่อมวลชนว่า  น.ส.สมฤทัย อายุ 27 ปี บุตรสาว ที่พิการซ้ำซ้อนตั้งแต่กำเนิด ถูกคนร้ายเป็นชายไม่ทราบจำนวน บุกเข้ามาในบ้านแล้วข่มขืนกระทำชำเรา จนตั้งท้องและคลอดลูกเป็นเด็กผู้ชาย อายุ 7 เดือน แจ้งความไว้แล้วที่ สภ.สร้างคอม แต่ยังไม่สามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้ ซึ่งเกิดเหตุข่มขืนเมื่อประมาณเดือนกันยายน-สิงหาคม 2566 สาวพิการคลอดลูกเป็นเด็กผู้ชายเมื่อ 26 เมษายน 2567 โดยมีการให้ข้อมูลว่าสาวพิการให้ข้อมูลผ่านภาษามือ ชี้ไปที่ถังน้ำดื่ม คาดว่าจะบอกคนที่กระทำเกี่ยวข้องกับคนส่งน้ำดื่ม มีการแอบถ่ายรูปคนส่งน้ำและให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชน

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถาม พ.ต.ท.ธานินทร์ อินทร์กอง รอง ผกก.สอบสวน สภ.สร้างคอม ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าว ทราบว่า หลังจากลงพื้นที่ร่วมกับคณะของนางรณิดา เหลืองธิติสกุล รอง ผวจ.อุดรธานี และ พมจ.อุดรธานี ได้ทำการรื้อคดีใหม่ทั้งหมด แม้จะมีการนำสารคัดหลั่งของพ่อเลี้ยงและชายวัยรุ่นใกล้บ้าน ไปตรวจสอบดีเอ็นเอเทียบกับของเด็กที่คลอดออกมาแล้วไม่ตรงกัน ก็ได้ทำการเกือบตัวอย่างใหม่ทั้งหมด สอบปากคำใหม่ทั้งหมด เบื้องต้นได้เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอเพิ่มอีกอย่างน้อย 7-8 ราย รวมทั้งชายกลุ่มลูกจ้างโรงงานน้ำดื่มที่ถูกกล่าวหา ซึ่งต้องรอผลทางวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก็จะรู้ผล หากไม่ตรงกันอีก ก็จะสืบหาต่อให้ได้ว่าใครคือผู้กระทำความผิด

จากนั้นเวลา 10.30 น. ในวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบนายจันทร อายุ 54 ปี ผู้ใหญ่บ้านบ้านแมด หมู่ 2 ต.เชียงดา อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี ที่บ้านพัก โดยมีการเตรียมหลักฐานเอกสารเพื่อชี้แจ้งต่อผู้สื่อข่าว เนื่องจากเป็นเจ้าของโรงงานน้ำดื่มที่ถูกกล่าวหา และนำตัวนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี หลานชายผู้ใหญ่บ้าน ชายคนที่ถูกกล่าวหา และครอบครัวของผู้เสียหายได้ถ่ายรูปเอาไว้ขณะนายเอไปส่งน้ำที่บ้าน ซึ่งได้ร่วมกันชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากนายเอเพิ่งจะมาช่วยงานผู้ใหญ่บ้านที่มีศักดิ์เป็นลุง ตอนต้นปีนี้เท่านั้น ไม่ได้ทำงานในช่วงที่สาวพิการถูกกระทำ จึงต้องการชี้แจงและขอโอกาสให้ข้อมูลบ้าง เพราะทั้งโรงงานน้ำดื่มและตัวนายเอเองได้รับเสียหายเป็นอย่างมาก

Advertisement

นายจันทรชี้แจงว่า ยืนยันว่าหลานชายไม่ได้ทำแน่นอน เพราะหลานชายมาช่วยงานเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2567 แต่สาวพิการคลอดเด็กปลายเดือนเดียวกัน หลานจะไปทำได้อย่างไร ต้องย้อนกลับไปอีก 9 เดือนซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่หลานชายของตนจะเป็นผู้ก่อเหตุ วันนี้ตนได้นำเอกสารหลักฐานการเข้างานที่โรงงานน้ำดื่ม หลักฐานการเรียนหนังสือที่โรงเรียน และการนำเสนอข่าวจากทางสื่อมวลชนมาประกอบ มีการนำเสนอว่าหลานชายตนเป็นผู้กระทำผิด ถึงแม้จะเป็นการคาดเดา แต่คนในพื้นที่เขาก็รับรู้ได้ว่าเป็นหลานชายของตน ข่าวออกไป ทำให้ตนได้รับความเสียหายมาก เนื่องจากคนในพื้นที่ทราบดีว่าโรงงานน้ำเป็นของตน ใครเห็นภาพก็รู้ว่าเป็นหลานตน

“หลังจากนั้นก็มีคนโทรมาสอบถามอยู่ตลอด ตนกังวลใจมาก เพราะที่ผ่านมาได้ให้ความร่วมมือกับตำรวจมาตลอด มีการส่งหมายเรียกมาพวกตนก็ไปที่โรงพักตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2567 แต่ก็ไม่ได้มีการเก็บดีเอ็นเอแต่อย่างใด เชื่อในความบริสุทธิ์ของหลาน และลูกน้องทั้งหมด ทำแบบนี้เป็นการกล่าวหากัน ทำให้เสียหาย เมื่อไปเป็นข่าวแล้ว พอตำรวจประสานมาอีก ก็รีบพาลูกน้องและหลานชายไปโรงพักเพื่อให้ข้อมูล และให้เก็บสารคัดหลั่งเพื่อไปตรวจดีเอ็นเอ ในวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็ให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ก็เสียใจว่าทำไมไม่มาสอบถามกันบ้าง พวกเราเสียหาย เปิดโรงงานมากว่า 12 ปี ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ ทุกวันนี้ลูกค้ายกเลิกไปก็เยอะ เสียรายได้ไปพอสมควร ต้นเหตุก็มาจากเรื่องนี้ เขากลัว ใครเห็นรถน้ำเราถามตลอด อยากขอความเป็นธรรมด้วย” นายจันทรกล่าว

นายจันทรบอกอีกว่า เรื่องคดีความก็อยากให้ตำรวจจับคนร้ายให้ได้โดยเร็ว ทุกอย่างจะได้คลายความสงสัย คนร้ายจะได้ถูกนำตัวมาลงโทษ ตนสงสารเด็กที่ถูกกระทำและเด็กที่คลอดออกมาอยู่แล้ว ครอบครัวนั้นหากติดใจอะไรก็ให้มาถามมาพูดกันตรงๆ ตนพร้อมชี้แจงและให้ตรวจสอบ คนที่ทำเรื่องนี้ ตนไม่มีคำไหนจะสรรหามาตำหนิ ไม่รู้ว่าผู้ก่อเหตุทำกับคนพิการแบบนั้นได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นใคร แต่ตนก็ขอประณาม ขอให้จับให้ได้โดยเร็ว หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรก็ค่อยว่ากัน เอาความถูกต้องและความยุติธรรมเป็นหลัก ย้ำอีกครั้งว่าหลานตนไม่ได้ทำอย่างแน่นอน

ด้านนายเอยืนยันว่าตนไม่ได้ทำแน่นอน ตนเคยไปส่งน้ำที่บ้านหลังนั้นจริง ไม่เคยเห็นน้ำผู้หญิงคนนั้นด้วยซ้ำ ตนมาช่วยงานที่โรงงานน้ำดื่มเพื่อรอเอาวุฒิการศึกษา เพราะตนจะต้องเอาไปเป็นหลักฐานในการสมัครงาน ตนไม่ได้หนีไปตามที่เขากล่าวหา ตนต้องไปทำงานโรงงานกับแม่ที่กรุงเทพฯ พอเกิดเรื่องตนก็ต้องลางานกลับมาเพื่อพิสูจน์ความจริง ข่าวออกไปทำให้ตนรู้สึกกลัวมาก ได้รับคำถามจากคนรอบข้างตลอด ตนเสียหายที่มากล่าวหากันแบบนี้ อยากให้ครอบครัวนั้นได้ทบทวน อย่าตัดสินตนแบบนี้ อย่าฟังความข้างเดียว ให้มาถามพวกตนบ้าง ทำแบบนี้พวกตนเสียหาย