แม่ค้าเตือนภัยเจ้าของบริการตู้เติมเงินมือถือระวังมิจฉาชีพ หลังเจอกับตัวเองโอนเงินเข้ารถบบเติมเงินในตู้ 5 พันไม่กี่วันแจ้งเตือนเงินหมด เปิดดูเงินในตู้เหลือ 600 บาท วงจรปิดเห็นคนแปลกหน้าวนมากดบัตรเติมเงิน คาดเป็นพนักงานบริษัทที่รู้ข้อมูลมาเจาะในระบบโอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง
วันที่ 19 ธันวาคม ผู้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่ง ถ่ายภาพตู้เติมเงินโทรศัพท์มือถือหน้าร้านของตัวเอง แล้วเขียนข้อความว่า “ขออนุญาตเตือนภัยค่ะ ไม่คิดว่าจะเจอกับตัวเหมือนกัน มิจฉาชีพมาหลายรูปแบบมาก ระวังตัวยากมาก เราถูกดูดเงินจากระบบตู้เติมเงินที่เติมไว้ให้ลูกค้าโอนหรือเติมเงินไปเกือบ 5,000 บาท โดยที่กลุ่มมิจฉาชีพได้โอนเงินผ่านตู้เติมเงินไปยังบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง โดยที่ไม่มีการเติมเงินจำนวนเข้าตู้เติมเงิน มิจฉาชีพ รู้พิกัดตู้เติมเงินรู้ว่าเงินในระบบของร้านเราได้เติมเงินไปเท่าไหร่ และรู้รหัสตู้เติมเงิน ทำหากินยากทุกวันแล้วเราเจอแบบนี้เข่าอ่อนเลย กว่าจะรู้ตัวก็โดนไปหลายพันแล้วกี่รอบแล้วก็ไม่รู้ ใครพบเจอเหตุการณ์นี้ช่วยกันแชร์เยอะๆจะได้จับคนร้ายกลุ่มนี้ได้ค่ะ”
ตรวจสอบพบว่าร้านค้าดังกล่าว อยู่หมู่ 5 ต.ดอนมนต์ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ พบ น.ส.สุดา(สงวนนามสกุล) เจ้าของร้าน เล่าว่า ตนซื้อตู้เติมเงินโทรศัพท์มือถือแบบซื้อขาดในราคา 44,000 บาท เมื่อประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา เพื่อมาตั้งให้บริการกับคนทั่วไป

ระบบการทำงานของตู้เติมเงินโทรศัพท์ เจ้าของตู้จะต้องโอนเงินเข้าระบบบริการของบริษัทไว้ก่อนครั้งละ 5,000-10,000 บาท ขึ้นอยู่กับเจ้าของตู้ หากมีผู้มาใช้บริการเติมเงินครั้งละ 10 บาท 40 บาท หรือ 100 บาท เจ้าของตู้จะได้ค่าบริการครั้งละ 3 บาท ที่ผ่านมาไม่เคยสนใจพอเงินหมดในระบบซึ่งบริษัทจะแจ้งเตือนมาในข้อความโทรศัพท์ ตนมีหน้าที่โอนเงินเข้าระบบเพื่อไว้รองรับลูกค้าที่จะมากดเติมเงินโทรศัพท์มือถือของตัวเอง
น.ส.สุดา เล่าต่อว่า ครั้งล่าสุดได้เติมเงินเข้าในระบบจำนวน 5,000 บาท เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม แต่ปรากฏว่าวันที่ 18 ธ.ค.มีข้อความจากบริษัทว่าเงินอยู่ในระบบเพียง 100 บาทเศษ จึงไปเปิดดูเงินในตู้เติมเงินพบว่ามีเงินสดเพียง 600 บาทเท่านั้น และเมื่อไปตรวจสอบดูภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าผู้ที่มาเติมเงินไม่ใช่คนในหมู่บ้านที่เคยพบเห็น แต่เป็นคนแปลกหน้าเวียนกันมาประมาณ 2-3 คน
เมื่อไปตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่ามีการเจาะข้อมูลภายในตู้ มีการโอนเงินจากในระบบตู้เติมเงินออกไปรวม 5 ครั้ง คือวันที่ 8 ธ.ค. จำนวนเงิน 1,000 บาท วันที่ 10 ธ.ค. 1,000 บาท วันที่ 12 ธ.ค. 1,000 บาท วันที่ 14 ธ.ค. 2,000 บาท และวันที่ 16 ธ.ค.จำนวนเงิน 1,500 บาท เวลาที่มาใช้บริการแตกต่างกันไป ดึกสุด 02.45 น.เงินทั้งหมดโอนออกจากระบบในตู้แล้วเข้าบัญชีคนอื่น
น.ส.สุดา กล่าวอีกว่าส่วนตัวเชื่อว่าคนที่สามารถเข้าระบบตู้เติมเงินได้ และสามารถเจาะข้อมูลตู้นี้ได้ น่าจะเป็นคนของบริษัท หรือเคยทำงานกับบริษัทมาก่อน รู้วิธีการอย่างละเอียดจึงสามารถทำแบบนี้ได้ มีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มคนกลุ่มนี้น่าจะเดินสายโยกเงินจากตู้ในหลายพื้นที่อย่างแน่นอน จึงอยากจะให้บริษัทตู้เติมเงิน ออกมารับผิดชอบเงินที่สูญเสียไปทั้งหมด และจะให้มีการตรวจสอบย้อนหลังเพราะคาดว่าตนน่าจะสูญเสียไปมากกว่านี้ แต่ไม่เคยตรวจสอบ ครั้งนี้เอะใจเพราะเงินหมดเร็วเกินจริง

