ถนนมืด ไร้ไฟส่องสว่าง ชาย 33 เดินข้ามถนน ถูกเก๋งพุ่งชนเสียชีวิต
เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 19 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี ร.ต.ท.หญิง วิภาวดี จิตผดุงวิทย์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรถเก๋งชนคนข้ามถนนมีคนเสียชีวิตคาที่เป็นชาย 1 ราย เหตุเกิดบริเวณถนนอุดรธานี-สกลนคร หลักกิโลเมตรที่ 18 ฝั่งขาออกตัวเมืองอุดรธานี บ.หนองแก ต.หนองนาคำ อ.เมือง จ.อุดรธานี หลังรับแจ้งเหตุ จึงพร้อมด้วยแพทย์เวร รพ.ศูนย์อุดรธานี และอาสากู้ภัยมูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรมสถาน รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุบริเวณร่องกลางถนน พบศพ นายธีรพงษ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี ชาวบ้าน ม.6 ต.หนองนาคำ อ.เมือง จ.อุดรธานี สวมเสื้อยืดสีชมพู-ขาว กางเกงขาสั้นสีกรมท่า รองเท้ากระเด็นหลุดจากเท้า หล่นอยู่กลางถนน นอนหงายสภาพคอหัก กะโหลกศีรษะแตก ขาข้างซ้ายบิดผิดรูป ส่วนที่ถนนฝั่งขาออกเมืองอุดรธานี พบรถเก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีขาว จอดชิดไหล่ทางเปิดไฟฉุกเฉิน สภาพฝากระโปรง กันชน และกระจกหน้ารถ ด้านซ้าย แตกเสียหาย มี นายพงศกร (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ชาว ต.มุกดาหาร อ.เมือง จ.มุกดาหาร คนขับรถเก๋ง ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่
นายพงศกร กล่าวว่า ตนเป็นเสมียณบริษัททนายความใน จ.มุกดาหาร ขับรถมาทำธุระในตัวเมืองอุดรธานี กำลังจะขับรถกลับไปที่ จ.มุกดาหาร ขับมาด้วยความเร็วประมาณ 90 กม.ต่อ ชม. เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ มีสภาพมืดมาก ไม่มีไฟส่องสว่าง จากนั้นก็เห็นผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถอย่างกระชั้นชิด ทำให้ตนเบรกรถไม่ทัน พุ่งชนร่างคนตายอย่างจัง เมื่อชะลอความเร็วได้ก็จอดรถริมถนน และรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เบื้องต้นญาติของผู้ตายโทรศัพท์ประสานเจ้าหน้าที่มาแล้ว ตนได้พูดคุยบ้างแล้ว เรื่องอุบัติเหตุใครก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น ก็อยากขอโทษญาติคนตายด้วย

จากการสอบสวนพบว่า จุดเกิดเหตุเป็นเส้นทางหลัก รถใช้ความเร็วพอสมควร ในยามวิกาลค่อนข้างมืด เพราะไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่า ผู้ตายเป็นคนขับรถเก็บขยะ อบต.หนองนาคำ มีบ้านพักอยู่ริมถนนฝั่งขาออก อยู่บ้านเพียงลำพัง คาดว่าผู้ตายจะวิ่งข้ามถนนเพื่อมาซื้อของที่ร้านชำฝั่งตรงข้าม จนเป็นเหตุทำให้รถเก๋งพุ่งชนจนเสียชีวิต เบื้องต้นได้มอบศพให้อาสากู้ภัยฯ นำศพไปเก็บรักษาไว้ที่ รพ.ศูนย์อุดรธานี เพื่อรอให้ญาติมาติดต่อรับศพนำไปประกอบพิธีทางศาสนา ส่วนเรื่องคดีจะได้เชิญคนขับรถเก๋ง ไปทำการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง และจะได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

