หน้าแรก ภูมิภาค เกษตรเลี้ยงหม...

เกษตรเลี้ยงหมูใต้อ่วม น้ำท่วม ราคาตก กำลังซื้อหด เลิกเลี้ยงแล้ว 50% วอนรบ.กระตุ้นศก.พยุงปากท้องชาวบ้าน

27.12.24 | 14:55 น.

เกษตรเลี้ยงหมูใต้อ่วม น้ำท่วม ราคาตก กำลังซื้อหด เลิกเลี้ยงแล้ว 50% วอนรบ.กระตุ้นศก.พยุงปากท้องชาวบ้าน


เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมการค้าการเลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์การเลี้ยงสุกรของกลุ่มเกษตรกรรายย่อยทั่วภาคใต้ ไม่สามารถออกสู่ตลาดได้ รวมทั้งไม่สามารถจำหน่ายไปยังจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อจำหน่ายกับชาวประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนไทย มาเลเซีย เพราะทั้งภาคใต้ และรัฐทางภาคเหนือถูกภาวะน้ำท่วมหนักเช่นกัน ขณะที่เกษตรกรที่มีอาชีพหลักทำการเกษตรคือปลูกยางก็ไม่สามารถกรีดยางได้ เพราะเป็นช่วงหน้าฝน ทำให้ไม่มีกำลังซื้อ จึงส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงสุกร ผู้ค้าสุกร ทำให้ยอดขายหดตัวไป

นายชธิตถ์ ภักดีบุรี เลขาธิการสมาคมการค้าเลี้ยงสุกรภาคใต้ กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนตลาดสุกรจะหดตัวไปประมาณ 50% ถือว่าหนักกว่าปี’66 ปัจจัยสำคัญทั้งฤดูฝน เกิดภาวะอุทกภัยส่งผลต่อการขนส่ง ส่งผลให้ผู้บริโภคหันไปซื้อเนื้อหมูยังห้างโมเดิร์นเทรด และฤดูฝนกำลังซื้อผู้บริโภคไม่ดี เพราะไม่สามารถกรีดยางได้ ทั้งๆ ยางเป็นเศรษฐกิจหลักภาคใต้ ซึ่งได้กระทบโดยตรงกับผู้เลี้ยงสุกร ตลาดสุกร ตลอดจนผู้จำหน่ายอาหาร ยา สุกร

“ส่งผลให้ราคาสุกรตกต่ำอีกด้วยจากราคาต้นทุนการผลิตอยูที่ 72-75 บาท/กก. และสุกรในการเลี้ยงหน้าฝนต้นทุนการผลิตก็จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20% จากที่จะต้องใช้ยารักษาอาการป่วยสุกร และในขณะเดียวกันยังมีสุกรที่หนาแน่นในบางพื้นที่ของภาคใต้จึงต้องระบายออกไปยังภาคกลางในราคาที่ต่ำและขาดทุน”

Advertisement

นายชธิตถ์กล่าวว่า โดยปัจจุบันราคาขายสุกรในภาคใต้อยู่ที่ กก.ละ 65-67 บาท ขณะที่ราคาประกาศของสมาคมการค้าเลี้ยงสุกรภาคใต้ กก.ละ 74 บาท ขาดทุน กก.ละ7- 8 บาท ขาดทุนภาพรวมเกือบประมาณตัวละ 1,000 บาท

นายชธิตถ์เปิดเผยว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและสมาคม จึงยังมีความหวังว่าหลังจากประสบกับอุทกภัยในปี 2567 ผ่านพ้นไปโดยในปี 2568 จะกระเตื้องขึ้น เช่น 1.ระยะสั้น รัฐบาลที่มีนโยบายอัดฉีดเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.ระยะกลาง สมาคมจะทำการสำรวจประชากรสุกร และผู้เลี้ยงว่ามีปริมาณเท่าใด ระดับใดจึงเหมาะสม และ 3 ระยะยาว เรื่องของการตลาดเรื่องของการเลี้ยงสุกร

นายชธิตถ์กล่าวว่า ทางออกของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยเพื่อความอยู่รอด คือการประกอบการผสมผสานระหว่างการเลี้ยงสุกรคือจะต้องมีงานอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย เช่นหากเป็นชาวสวนยางจะต้องกรีดยางตอนเช้า ส่วนตอนเย็นเลี้ยงสุกร ทำสวนปาล์มน้ำมัน เมื่อตัดปาล์มแล้วก็จะหันมาเลี้ยงสุกร หรืองานอื่นๆ แล้วใช้เงินจากการทำสวนยาง สวนปาล์มน้ำมัน และงานอื่นๆ มาเป็นต้นทุนในการเลี้ยงสุกร และหากเมื่อพืชการเกษตรดี เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ก็จะเป็นการส่งเสริมการตลาดสุกรให้ไปได้ดี

“เลี้ยงสุกรเกิน 20 ตัว เป็นรูปแบบเลี้ยงภายในครัวเรือน และการดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงจะไปได้ดี และจะมีศักยภาพที่จะแข่งขันกันทางด้านการตลาดได้ดีด้วย”

นายชธิตถ์กล่าวว่า สมาคมจะทำการสำรวจประชากรสุกร เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ได้ประสบปัญหาการขาดทุนมีหนี้สะสม ตั้งแต่เรื่องโรคอหิวาต์สุกรระบาด ASF ประสบกับอุทกภัย ฯลฯ ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย จึงได้ยุติไปแล้วจำนวนมาก โดยข้อมูลพื้นฐานที่เลี้ยงทางภาคใต้ประมาณ 10,000 ราย โดยขณะนี้ได้ยุติไปแล้ว โดยเฉพาะ จ.พัทลุง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่เลี้ยงรายใหญ่ ประมาณ 50% ยังคงเหลือที่เลี้ยงอยู่ประมาณ 5,000 ราย

“กลุ่มที่ได้ยุติไปแล้วรอโอกาสให้ราคากระเตื้องขึ้นแล้วจะกลับมาลงทุนเลี้ยงใหม่อีก ขณะนี้อยู่ระหว่างการดูท่าที เมื่อราคาดีจะกลับมา แต่เมื่อราคาดร็อปก็ยุติไปก่อน ซึ่งเป็นกลยุทธ์เพื่ออยู่ให้ได้” นายชธิตถ์กล่าว