หน้าแรก ภูมิภาค แบคนิฟิค ชี้ศ...

แบคนิฟิค ชี้ศก.ชะลอตัว หนุนตลาดลักชัวรี แบรนด์เนมมือ2โตแรง คนรุ่นใหม่ติดแกลม กว่าเดิม

27.01.25 | 15:56 น.

แบคนิฟิค ชี้ศก.ชะลอตัว หนุนตลาดลักชัวรีแบรนด์เนมมือ 2 โตแรง คนรุ่นใหม่ติดแกลมกว่าเดิม


นางสาวธารารัตน์ อนุรัตน์บดี ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้งแบคนิฟิค (Bagnifique.brandname) ศูนย์รวมแบรนด์เนมแท้มือ 2 อันดับ 1 ในไทย เปิดเผยว่า ตลาดแบรนด์เนมมือ 2 มีมูลค่าการซื้อขายอยู่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาทต่อปี เทียบกับมูลค่ารวมทั่วโลกกว่า อยู่ที่ 10 ล้านล้านบาท สะท้อนถึงโอกาสการเติบโตของธุกิจอีกสูงมาก โดยแบคนิฟิคก่อตั้งมากว่า 13 ปีแล้ว เพื่อรองรับความต้องการ (ดีมานด์) ของลูกค้า ได้วางเป้าหมายในการขยายสาขาเพิ่มอีก 3 ภายในปี 2568 นี้

จากเดิมที่มี 5 สาขาในห้างสรรพสินค้าทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ได้แก่ 1.เมกะบางนา 2.เซ็นทรัล เวสต์เกท 3.เดอะมอลล์ บางกะปิ 4.แฟชั่น ไอส์แลนด์ และ 5.ซีคอนสแควร์ รวมถึงมีช่องทางการซื้อขายออนไลน์ทุกช่องทาง ซึ่งมีฐานลูกค้าในระบบนับแสนบัญชี มีสินค้าแบรนด์เนมหรือ Luxury Brand มากกว่า 10,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท

โดยปี 2568 นี้ วางเป้าหมายในการสร้างมูลค่าการซื้อขายแตะระดับ 1,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก ยกระดับมาตรฐานการซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมมือ 2 เดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมอันดับหนึ่งของไทยและอาเซียน และในระยะยาวยังมีแผนเข้าระดมทุนผ่านการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ด้วย

Advertisement

“ปี 2567 ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซากว่าคาดไว้ ส่งผลต่อแบรนด์เนมมือ 1 ที่ยอดขายเติบโตอยู่ในระดับไม่แตกต่างจากเดิม แต่ตลาดมือ 2 ไม่กระทบเพราะยอดซื้อยอดขายเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งยังเพิ่มโอกาสให้มากขึ้นด้วย เพราะคนยังต้องการใช้แบรนด์เนมอยู่ มือ 2 จึงตอบโจทย์ในด้านราคาที่ต่ำกว่า แต่สภาพสินค้ายังมีคุณภาพไม่แตกต่างจากเดิม ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดผลกระทบกับแบคนิฟิค เพราะ 90% เป็นการจ่ายสด ส่วน 10% เป็นการผ่อนผ่านบัตรเครดิต ซึ่งส่วนนี้ก็เป็นการรูดจ่ายทั้งหมดก่อนเช่นกัน“ นางสาวธารารัตน์ กล่าว

นางสาวธารารัตน์ กล่าวว่า ตลาดลักชัวรีแบรนด์เนมมือ 2 เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศไทย สะท้อนจากอัตราการเติบโตอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากที่สุด สถิติของปี 2567 ลักชัวรีแบรนด์เปิดสาขาใหม่ประมาณ 20 สาขา แต่อยู่ในประเทศไทยแล้ว 12 สาขา ทำให้เมื่อมีของมือหนึ่งออกขายในตลาดเพิ่มขึ้น ลูกค้าก็ขายของที่มีอยู่ออกก่อนจะเติมของใหม่เข้าไป

ถือเป็นโอกาสของตลาดมือ 2 ที่จะมีสินค้าใหม่และเก่าหมุนเวียนถึงมือลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยพฤติกรรมลูกค้ามีการใช้จ่ายในระดับราคาไม่เท่ากัน ขึ้นแบรนด์ที่ซื้อ อาทิ หลุยส์ วิตตอง อยู่ที่ 5 หมื่น ถึง 1 แสนบาท ชาแนล 1-3 แสนบาท แอร์แม็ส 5-10 ล้านบาท และแบ่งตามกลุ่มลูกค้าหลักที่มีอายุประมาณ 30-50 ปี ซึ่งระยะหลังมีกลุ่มนักศึกษาเข้ามาเป็นลูกค้ามากขึ้นด้วย ใช้จ่ายประมาณ 1-4 หมื่นบาท

นายธานี สามสีเจริญลาภ ซีเอฟโอฝ่ายการเงินและบัญชี กล่าวว่า มูลค่าการซื้อขาย ย้อนหลัง 4ปี (2564-2567) มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2564 มีมูลค่าการซื้อขาย 164 ล้านบาท ปี 2565 มูลค่า 210 ล้านบาท ปี 2566 มูลค่า 480ล้านบาท และปี 2567 มีมูลค่าการซื้อขายรวมประมาณ 640 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 160 ล้านบาท หรือบวกกว่า 30% โดยแผนระยะยาวภายใน 3-5 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้นในการนำธุรกิจเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อนำเงินมาขยายกิจการที่มองไว้ทั้งจังหวัดหลักๆ ด้านการท่องเที่ยว และในต่างประเทศ เพราะเห็นโอกาสสูงมากในอนาคต สะท้อนจากลูกค้าที่มีชาวต่างชาติเข้ามาซื้อสินค้าสัดส่วนประมาณ 5% จากภาพรวม ทั้งที่ยังไม่ได้ทำตลาดแบบเต็มที่ด้วยซ้ำ รวมถึงมีการวางแผนในการทำธุรกิจแบรนด์เนมลักชัวรีแบบจำนำ และปล่อยเช่า ที่คาดว่าจะได้เห็นภายในปีนี้

“มูลค่าตลาดซื้อขายแบรนด์เนมมือ 2 มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่ตลาดซื้อขายแบรนด์เนมทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับต่างๆ โตขึ้น เพราะผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์และต้องการเป็นเจ้าของสินค้าที่มีคุณภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ และสามารถเข้าถึงแบรนด์หรูได้ในราคาที่ถูกกว่า

แต่ยังคงคุณค่าของความเป็นลักชัวรี แบรนด์เนมมือ 2 จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะราคาจะลดลงจากสินค้าใหม่ในช็อปมากถึง 30-70% ขณะเดียวกัน ยังเกิดนิวมันนี่ หรือเศรษฐีใหม่ที่ต้องการใช้สินค้าลักชัวรีแบรนด์เนม การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน ควบคุมเม็ดเงินได้ผ่านการตรวจสอบตลอดเวลา แม้ในไทยจะเป็นธุรกิจใหม่ แต่เรามีตัวอย่างในต่างประเทศที่สามารถทำได้ อาทิ สหรัฐ ซึ่งหากทำตามระบบได้ ก็จะปิดความเสี่ยงลดต่างๆ ที่มี” นายธานี กล่าว