ไฟไหม้สะแกราช ดับแล้ว ป่าเต็งรังเสียหาย 7,200 ไร่ ผอ.สถานีวิจัยฯ คาดฝีมือชาวบ้านหาของป่า จุดไฟหรือสูบบุหรี่แล้วดับไม่สนิท ยันสัตว์ป่า ไม่กระทบ ไม่ลามบ้านเรือน-พื้นที่เกษตรของชาวบ้าน
เมื่อวันที่ 27 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีไฟไหม้ป่าเต็งรังในพื้นที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ซึ่งเริ่มปะทุมาตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 26 มกราคม 2568 และลามไหม้บริเวณกว้างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน เจ้าหน้าที่ของสถานีวิจัยฯ ได้บูรณาการกำลังจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ฝ่ายปกครองอำเภอวังน้ำเขียว เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.อุดมทรัพย์ และ อบต.ภูหลวง รวมถึงอาสากู้ภัยฮุก 31 โคราช นำรถน้ำมาฉีดสกัดเพลิงเอาไว้ไม่ให้ไฟป่าลามขยายวงกว้าง สร้างความเสียหายเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ชาวบ้านที่มีพื้นที่การเกษตรอยู่ติดแนวป่าก็ช่วยกันเฝ้าระวังพื้นที่การเกษตรและบ้านพักอาศัย

ล่าสุด นายสุรชิต แวงโสธรณ์ ผู้อำนวยการสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ หรือดับไฟได้ทุกจุดแล้ว ซึ่งสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชมีพื้นที่ดูแลประมาณ 48,000 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นป่าเต็งรังประมาณ 7,200 ไร่ จากผลการศึกษาพบว่าแต่ละปีช่วงหน้าแล้ง ป่าเต็งรังจะผลัดใบกลายเป็นเชื้อเพลิงประมาณ 5,500 ตัน และเป็นหญ้าเพ็กอีกประมาณ 15,000 ตัน รวมเชื้อเพลิงคร่าวๆ ก็ประมาณ 21,000 ตัน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมาก ดังนั้น ถ้าใครจุดไฟ หรือมีสะเก็ดไฟเพียงนิดเดียวในพื้นที่ป่าเต็งรัง 7,200 ไร่ ไฟก็จะลามอย่างรวดเร็ว และเปลวไฟจะสูงราว 7-10 เมตร อุณหภูมิเปลวไฟจะอยู่ที่ประมาณ 300 องศาเซลเซียส จึงดับไฟได้ยากมาก เจ้าหน้าที่ไม่สามารถจะเข้าถึงไฟได้เลยเพราะไฟแรงมาก ป่าเต็งรัง 7,200 ไร่ จึงเสียหายทั้งหมด แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามฉีดน้ำสกัดและทำแนวกันไฟ แต่สกัดเอาไว้ไม่ไหว ทำอะไรไม่ได้

ซึ่งปกติเมื่อเข้าสู่หน้าแล้ง ทางสถานีวิจัยฯจะชิงเผา ทำแนวกันไฟเป็นแปลงๆ เอาไว้ เพื่อจะบล็อกไฟป่าไม่ให้ลามถึงกัน แต่ปีนี้มีประกาศคำสั่งห้ามเผา เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถดำเนินมาตรการชิงเผา เพื่อป้องกันและควบคุมแนวไฟป่าไม่ให้ลุกลามได้ ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ป่าขึ้น ไฟจึงลุกลามอย่างรวดเร็ว และไหม้รุนแรงสกัดไว้ไม่ไหว ต้องปล่อยตามยถากรรม ซึ่งสาเหตุในครั้งนี้เชื่อว่าเกิดจากน้ำมือมนุษย์ น่าจะเป็นชาวบ้านที่ไปหาของป่า แล้วจุดบุหรี่หรือก่อไฟ แล้วดับไม่สนิท ทำให้สะเก็ดไฟไปโดนหญ้าเพ็กแห้งๆ ที่สูงท่วมหัวและเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี จนไฟลามหญ้าเพ็กและป่าเต็งรังอย่างรวดเร็ว

ส่วนพื้นที่ป่าดิบแล้ง พื้นที่การเกษตร และบ้านเรือนของชาวบ้านไม่ได้รับความเสียหายอะไร รวมไปถึงต้นไม้ในป่าเต็งรังด้วย เพราะจากการตรวจสอบต้นไม้ในป่าเต็งรังด้วยการเจาะเปลือกไม้ลึกลงไปประมาณ 3 เซนติเมตร พบว่าอุณหภูมิไม่เปลี่ยนเลย เนื่องจากต้นไม้ในป่าเต็งรังจะเป็นพืชที่ทนไฟแทบทุกต้น ขณะที่สัตว์ป่าต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก เพราะช่วงหน้าแล้งแหล่งน้ำแหล่งอาหารจะหาค่อนข้างยาก สัตว์ป่าส่วนใหญ่จึงปรับตัวย้ายออกจากป่าเต็งรังเข้าไปอยู่อาศัยและหากินในป่าดิบแล้งแทน

อาทิ เต่าเพ็ก ปกติจะหากินในป่าเต็งรัง แต่จากการศึกษาวิจัยตรวจพบว่าในช่วงหน้าแล้ง เต่าจะย้ายไปหากินในป่าดิบแล้ง แต่พอหน้าฝนก็จะออกมาหากินในป่าเต็งรังเหมือนเดิม ส่วนไก่ฟ้าพญาลอและสัตว์ป่าหายากหลายๆ ชนิดในพื้นที่ ปกติจะอาศัยและหากินในป่าดิบแล้งอยู่แล้ว ในขณะที่สัตว์ที่ขุดรูอาศัยอยู่ใต้ดิน ลึกลงไป 3-5 เซนติเมตร อุณหภูมิใต้ดินยังปกติ แทบไม่เปลี่ยนเลย จึงคาดว่าสัตว์ป่าจะไม่ได้รับผลกระทบกันมากนัก ซึ่งตอนนี้ยังถือว่ายังโชคดีที่ไฟป่าดับสนิทลงได้ ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งสูงเป็นร้อยกว่า ค่อยๆ ลดต่ำลงแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้จะควบคุมสถานการณ์ดับไฟป่าได้หมดแล้ว แต่ต้องไม่ประมาท ได้สั่งการให้ช่วยกันตรวจตราเฝ้าระวังเหตุ พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่และจ้างชาวบ้านประมาณ 20-30 คน ให้เข้าไปช่วยพ่นน้ำตามตอไม้ หรือขอนไม้ต่างๆ เพื่อลดการสะสมของความร้อน และลดควันไฟที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 ลงด้วย

จึงฝากไปถึงพี่น้องประชาชนให้งดการเผาที่ก่อให้เกิดฝุ่นควันทุกชนิดด้วย เพราะมีความเสี่ยงสูงที่ไฟจะลามไหม้ได้อย่างรวดเร็วจนควบคุมไม่ได้ สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– ด่วน! ไฟป่าสถานีวิจัยฯ สะแกราช ยังดับไม่ได้ หวั่นลามบ้านเรือนปชช.ห่าง 1 กม.

