ทัพเรือภาค 2 ส่งเครื่องบินและเรือตรวจการณ์ไล่ล่าจับกุมเรือประมงเวียดนามขณะกำลังลักลอบคราดปลิงทะเลใกล้ฝั่งอ.ระโนด จ.สงขลา เป็นการจับกุมครั้งที่ 3 ในรอบเดือนนี้เนื่องจากคลื่นแรงปลิงทะเลจะลอยจากท้องทะเล วัดดวงแม้เสี่ยงที่จะถูกจับและยึดเรือแต่ละลำราว 2 ล้าน เป็นการประมงที่ล้างผลาญสัตว์น้ำอย่างรุนแรง
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 27 มกราคม ที่เทียบเรือฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาคที่ 2 พล.ร.ท. นเรศ วงศ์ตระกูลผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 /ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกับแถลงข่าวการจับกุมเรือประมงเวียดนาม1 ลำพร้อมไต๋ก๋งและลูกเรือ5คนลักลอบคราดปลิงทะเลน่านน้ำไทยนอกฝั่ง จ.นครศรีธรรมราชการ ห่างฝั่ง 65 กม.
หลังจากที่เมื่อช่วงเย็นของเมื่อวานนี้ (26ม.ค.68) เครื่องบินลาดตระเวนแบบที่ 1(ดอร์เนียร์ 228)และเรือตรวจการณ์ 995 ของทัพเรือภาคที่2 สงขลา ได้ติดตามไล่ล่าเรือประมงเวียดนามลำนี้ขณะลักลอบเข้ามาคราดปลิงทะเล บริเวณทิศตะวันออกของชายฝั่งอ.ระโนด จ.สงขลา ระยะทางประมาณ 69 กิโลเมตร ซึ่งใกล้ฝั่งมากและพยายามเร่งเครื่องหนีสุดชีวิต
พล.ร.ท.นเรศ กล่าวว่า สามารถเข้าควบคุมเรือลำนี้เอาไว้ พร้อมไต๋ก๋งและลูกเรือ จำนวน5 คน พร้อมกับปลิงทะเลในเรือและสัตว์น้ำทะเลอีกหลายชนิดที่คราดขึ้นมาได้ และเรือตรวจการณ์ 995 ได้ลากเรือประมงเวียดนามลำนี้กลับเข้าฝั่งที่ท่าเทียบเรือฐานทัพเรือสงขลา
ทั้งนี้ การจับกุมเรือประมงเวียดนามลำนี้เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 1 เดือน ที่ทางทัพเรือภาคที่ 2และ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 2 จับกุมได้ ยึดเรือได้ 3 ลำ ผู้ต้องหารวม 15 คน โดยเรือแต่ละลำมีมูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท
“สาเหตุที่เรือประมงเวียดนามลักลอบเข้ามาคราดปลิงทะเลในช่วงนี้เนื่องจากคลื่นลมในทะเลมีกำลังแรงทำให้ปลิงทะเลลอยขึ้นมาจากท้องทะเลจึงจับได้ง่าย และเริ่มเข้ามาใกล้ฝั่งมากขึ้น ซึ่งเครื่องมือคราดปลิงทะเลจะใช้คราดที่มีตะขอเรียงกันเป็นแถวเกี่ยวขึ้นมาและจะติดสัตว์น้ำประเภทอื่นด้วย เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมสัตว์น้ำแบบล้างผลาญ”
พล.ร.ท.นเรศ กล่าวว่า เรือประมงเวียดนามที่จับกุมได้จะยึดเรือเอาไว้ทุกลำไม่ส่งคืนซึ่งแต่ละลำจะมีมูลค่าราว2ล้านบาท ส่วนลูกเรือประมงก็จะจับกุมดำเนินคดีตามกฏหมายประมงและลักลอบเข้าเมือง โดยเรือประมงเวียดนามที่ลักลอบเข้ามาคราดปลิงทะเล แม้จะรู้ว่าเสี่ยงที่จะถูกจับกุมแต่ก็ยังวัดดวงเข้ามาเพื่อล่าปลิงทะเลที่นำกลับไปแปรรูปเป็นยาบำรุงกำลังหรือยาโดปราคาสูงกิโลกรัมละ 300-500 บาท

