“โคพรีเมียม”เนื้อพันธุ์ดีจาก“ตรัง”
ผลผลิตวิสาหกิจชุมชน”ห้วยนาง”
ท่ามกลางสถานการณ์ราคาโคตกต่ำในขณะนี้ ในท้องตลาดมีการจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 60-70 บาท ขณะที่ราคาเนื้อหน้าเขียงกลับไม่ปรับลดลงตาม ยังขายกันในราคาต่ำกว่า 200 บาทต่อกิโลกรัม โดยโค 1 ตัวเมื่อแปรรูปเป็นเนื้อแล้วจะได้น้ำหนักเนื้อเพียง 50% ของน้ำหนักตัวเท่านั้น ทำให้เกษตรกรเลี้ยงโคทั่วประเทศ ประสบปัญหาขาดทุนหนักในขณะนี้ เหตุเพราะต้องแบกรับต้นทุน โดยเฉพาะค่าอาหารเลี้ยงสัตว์ที่สวนทางกับราคาขาย
แต่ในพื้นที่ จ.ตรัง พบเกษตรกรผู้เลี้ยงโครวมกลุ่มกันเลี้ยงเป็นกลุ่มโคแปลงใหญ่ ต่างหาทางรอดโดยปรับตัวขยับมาเลี้ยงโคเนื้อพรีเมียม ซึ่งยังเป็นที่ต้องการบริโภคของตลาด ทำให้มีรายได้ดี แถมมีตลาดกว้างขวาง
ที่วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเลี้ยงโคเนื้อพันธุ์พื้นเมืองอ่างเก็บน้ำห้วยนาง ต.ห้วยนาง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง มี “ประดิษฐ์ คงดี” วัย 40 ปี ประธานกลุ่ม เล่าว่า ได้ใช้ความรู้ความสามารถส่วนตัวในการพัฒนาสายพันธุ์จากโคเนื้อพันธุ์พื้นเมือง ผสมกับโคเนื้อสายพันธุ์ต่างประเทศ จนได้โคเนื้อพรีเมียม สายพันธุ์ลูกผสมวากิว ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ จากนั้นจับมือสร้างเครือข่ายกับเกษตรกรภายในจังหวัดตรัง และต่างจังหวัด มีทั้ง จ.กระบี่, สตูล, ปัตตานี และนครศรีธรรมราช ร่วมกันพัฒนาสายพันธุ์ และจัดหาตลาดร่วมกัน ช่วยแก้ปัญหาตลาด จากเดิมที่เกษตรกรต่างคนต่างทำและต่างคนต่างขาย จึงหาตลาดไม่ได้ แต่เมื่อจับมือกันเลี้ยงผลิตโคเนื้อคุณภาพ ซึ่งได้ทั้งโคเนื้อคุณภาพ ได้ทั้งตลาดและลดต้นทุนการขนส่ง จนเป็นที่ยอมรับของโรงงานรับซื้อขนาดใหญ่ที่ จ.สตูล และ จ.นครปฐม เพื่อนำส่งป้อนตลาดต่างประเทศ
“เริ่มต้นจากเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เริ่มเลี้ยงโคพื้นเมือง และโคสายพันธุ์ต่างประเทศ 5 สายพันธุ์ ประกอบด้วย สายพันธุ์วากิว สายพันธุ์แองกัส แบรงกัส บรามัน และสายพันธุ์ชาโรเลส์ แต่ปรากฏว่าหาตลาดไม่ได้ กระทั่งเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เพิ่งค้นพบเป้าหมายของตลาดที่ต้องการมากที่สุด คือ สายพันธุ์ลูกผสมวากิว จึงพยายามพัฒนาสายพันธุ์ด้วยตนเอง ตั้งเป้าให้ได้สายพันธุ์วากิวทั้งหมด เพื่อป้อนตลาดโรงงานที่ต้องการโคเนื้อพรีเมียมไขมันแทรก เพราะพันธุ์วากิวจะมีไขมันแทรกมากที่สุด มีทั้งหมด 2 ตลาด คือ ส่งตลาดโคเนื้อแปลงใหญ่ จ.สตูล และสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน สหกรณ์ MAX BEEF โดยจับมือเกษตรกรในพื้นที่และต่างจังหวัด เช่น ตรัง กระบี่ ปัตตานี นครศรีธรรมราช สตูล เครือข่ายสมาชิก ตอนนี้มีประมาณ 20-30 คน ปัจจุบันทั้งเครือข่ายมีโครวมกันประมาณ 100 ตัว ของผมมีประมาณ 50 ตัว และที่กำลังขุนพร้อมส่งตลาด 15 ตัว
ข้อดีของการรวมกลุ่มกันผลิตและขาย คือ ได้โคเนื้อคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ และลดต้นทุนค่าการขนส่ง เพราะแต่ละครั้งจะรวบรวมโคส่งไปคันเดียวกัน ได้ช่วยกันเฉลี่ยค่าขนส่ง และมีโคป้อนโรงงานได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องห่วงว่าจะเสียตลาด ตอนนี้โคที่ส่งไปปรากฏว่าผลการทดสอบคุณภาพเนื้อของเราสามารถพัฒนาคุณภาพเนื้อได้ถึงเกรด 8 จากเนื้อมีทั้งหมด 12 เกรด ราคาปรับไปตามเกรดที่มีไขมันแทรก ตอนนี้ได้ราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 100 บาท และราคาจะสูงขึ้นตามคุณภาพไขมันแทรก เมื่อเรารู้คุณภาพของเนื้อโคเราแล้ว จะได้พัฒนาต่อไป ซึ่งตอบสนองตลาดได้เป็นอย่างดี” ประธานวิสาหกิจกล่าว และว่า
การพัฒนาสายพันธุ์ เรียนรู้จากการลงมือทำ และศึกษาจาก ยูทูบ หน่วยงานราชการ และมาปรับใช้ให้ถูกกับตลาด ทั้งนี้โคเนื้อลูกผสมสายพันธุ์วากิว ความต้องการของตลาดมีมาก แต่ผลิตได้ไม่เพียงพอ ส่วนต้นทุนการเลี้ยง ยอมรับว่าภาคใต้มีต้นทุนสูงกว่าทุกภาคทั่วประเทศ เพราะวัตถุดิบมีน้อย เช่น ต้องสั่งซื้อกากข้าวโพดจากภาคอื่น แต่พยายามหาแหล่งวัตถุดิบในพื้นที่มาผสม เศษวัสดุจากปาล์มน้ำมันเหลือจากโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนำมาหมักผสมทำอาหารเลี้ยงโคขุน เช่น กากข้าวโพด (จากภาคอื่น) ผสมกับเศษขี้เค้ก (กากปาล์มน้ำมัน) เศษมันสำปะหลัง (ในพื้นที่) นำมาหมักกับยีส และอาหารข้น เพื่อใช้เป็นอาหารเลี้ยงโคขุน เพื่อลดต้นทุนอาหารหยาบ (อาหารหยาบ เช่น ฟางแห้ง หญ้าสด หญ้าหมัก) ขณะเดียวกันก็ทำแปลงปลูกหญ้าเอง เอามาทำหญ้าหมักเก็บไว้ใช้ทั้งฤดูฝน ฤดูร้อน แต่ถ้าไม่มีอาหารหยาบเพียงพอ ต้นทุนจะสูงมาก ทั้งนี้ เมื่อผสมทำอาหารเองรวมค่าจัดการหมดแล้วตกกิโลกรัมละ 3 บาท แต่ถ้าไม่ทำ ต้นทุนจะสูงมาก โดยโคขุน 1 ตัว ต่อวันกินเป็น 10 กิโลกรัมขึ้นไป และการวางแผนการเลี้ยงถ้าทำโคไขมันแทรกการเลี้ยงอย่างน้อยใช้เวลาประมาณ 10 เดือน จึงจะสามารถขายได้
“การเลี้ยงวัวยังได้มูลวัวผลิตปีละประมาณ 5,000 กระสอบ นำไปใส่สวนปาล์ม ใส่เป็นปุ๋ยแปลงหญ้า ลดค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยสารเคมี และเหลือจำหน่ายกระสอบละ 40-50 กระสอบ ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารหยาบได้มาก ขณะนี้ในฟาร์มผมมีโคทั้งหมดประมาณ 50 ตัว เลี้ยงระบบโรงเรือนประมาณร้อยละ 80-90 ปี มีแต่พันธุ์กว่า 10 ตัว แต่พยายามจะทำโคขุนให้มากที่สุด เพื่อป้อนโรงงาน ในการนำเข้าโคขุนชุดละไม่ต่ำกว่า 10 ตัว จะขายได้ประมาณตัวละ 60,000-100,000 บาท แต่ถ้าเป็นตลาดทั่วไปจะขายได้แค่ประมาณตัวละ 30,000 บาท เท่านั้น โดยโคทุกตัวที่จะขาย ต้องขึ้นทะเบียนกับบริษัท ก็จะได้โค้ดติดใบหูทุกตัว จะต้องถ่ายรูปเสนอบริษัท บอกสายพันธุ์ น้ำหนัก เบอร์หูเบอร์อะไร ถึงเวลาก็ทยอยจับขาย” นายประดิษฐ์กล่าว และว่าย้ำว่า
ทิศทางวัวตอนนี้ ตลาดหาไม่ยาก อยู่ที่ว่าเราปรับตัวรับกับสถานการณ์ได้หรือไม่ ตลาดโคพรีเมียมตอนนี้ มีไม่เพียงพอ ตลาดต้องการสายพันธุ์ผสมวากิว แต่ที่มีอยู่ตอนนี้หลายสายพันธุ์ต้องพัฒนาต่อไป
ต้องจับมือกับเกษตรกรจังหวัดอื่น ที่มีแนวทางและคุณภาพเดียวกัน เพื่อป้อนโรงงาน ไม่เช่นนั้น ผลผลิตที่มีจะไม่เพียงพอขาย”


