เฉียบ!ครั้งแรกในไทย
นวัตกรรม’แปลงเพศกุ้ง’
ลดต้นทุนพร้อมรุกตลาดจีน
สิ้นสุดการรอคอย สำหรับการจับกุ้งล็อตแรกของ ประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ที่ได้ริเริ่มลองเลี้ยงกุ้งในนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้ง โดย การแปลงเพศกุ้ง เป็นครั้งแรกไปพร้อมๆ กับการเพิ่มความหนาแน่นจำนวนกุ้งให้มากกว่าเดิมต่อบ่อ
ซึ่งการเลี้ยงเป็นผลสำเร็จครั้งแรกของประเทศ บ่อกุ้งนี้ตั้งอยู่ ต.ดอนใหญ่ อ.บางแพ จ.ราชบุรี มีพื้นที่การเลี้ยงประมาณ 300 ไร่ “ประกอบ” ถือว่าเป็นผู้คร่ำหวอดมีความเชี่ยวชาญในวงการเลี้ยงกุ้งมายาวนานกว่า 30 ปี หลังจากที่เคยเลี้ยงกุ้งแบบโบราณ มีทั้งการผสมการเลี้ยงระหว่างตัวผู้ตัวเมียในบ่อเดียวกัน และการเลี้ยงแบบตัวผู้ล้วนไม่ปนตัวเมีย มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ต้นทุนการผลิตต่อครั้งก็จะไม่เท่ากัน จึงพยายามมองหาเทคนิคการเลี้ยงกุ้งแบบต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่า ลดเวลาการเลี้ยง และลดต้นทุนการผลิตให้น้อยลง และตลาดมีความต้องการ ตอบโจทย์ความต้องการให้กับลูกค้าต่างประเทศ จึงทดลองเลี้ยงกุ้งแบบแปลงเพศประมาณ 3 บ่อ เป็นครั้งแรก โดยได้รับการแนะนำจากคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล เข้ามาทดลองและช่วยเหลือในเรื่องนี้ โดยเพิ่มจำนวนปริมาณกุ้งในบ่อจากปกติ พร้อมกับเทคนิคต่างๆ ในการทดลองเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จ สามารถจับกุ้งในขนาดที่ต่างประเทศมีความต้องการ อีกทั้งผลผลิตที่ได้ยังเพิ่มมากขึ้นกับระยะเวลาการเลี้ยงที่เท่าเดิม และยังช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงได้อีกด้วย
ประกอบเล่าว่า เป็นนวัตกรรมใหม่ที่เลี้ยงแบบระบบความหนาแน่นสูง ตอนนี้ที่มีความสามารถส่งออกประเทศจีนได้ แต่เดิมเลี้ยงแบบบางเพราะต้องการกุ้งตัวใหญ่ แต่ทางจีนบอกต้องการขนาด 20-25 ตัวต่อกิโลกรัม จึงต้องปรับกลยุทธ์เลี้ยงให้ได้เร็วขึ้น ความหนาแน่นให้สูงขึ้น พอได้ขนาดก็จับขายเลย ตอนนี้ยังไม่มีใครกล้าเลี้ยงแบบนี้ จึงทดลองเลี้ยงเพื่อให้เป็นตัวอย่างการเลี้ยงที่มีความเสถียร ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ต้นทุนเท่าไหร่ มีความคุ้มหรือไม่คุ้มอย่างไร
ซึ่งการทดลองการเลี้ยงกุ้งแบบใหม่ และได้จับกุ้งจากบ่อวันนี้ อายุที่ 95 วัน ส่วนกุ้งที่เลี้ยงเป็นกุ้งแปลงเพศ เป็นเพศผู้ 90 เปอร์เซ็นต์ เพศเมีย 10 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมถ้าเลี้ยงแบบระบบโบราณตัวผู้ตัวเมียปนกัน อัตรารอดแค่ 18-22 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเลี้ยงเพศผู้ล้วน ในความหนาแน่นที่เท่ากัน อัตรารอดอยู่ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ ระยะเลี้ยงสั้นกว่าเดิม แต่พอมาทำความหนาแน่นสูงซึ่งไม่มีใครทำมาก่อน ทุกคนกลัวว่าการเลี้ยงในความหนาแน่นขนาดนี้กุ้งจะตายหรือไม่ อากาศเพียงพอหรือไม่ ความหนาแน่นขนาดนี้กุ้งจะอยู่รอดกินกันเองหรือไม่ ซึ่งได้กังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ได้ดูแลอย่างใกล้ชิด ผลที่ได้ทดลองการเลี้ยงก็คือประสบความสำเร็จทั้งหมด
เทคนิคคือใช้ความหนาแน่นปกติ 8-10 ตัว จะใช้ 3-5 ตัวต่อตารางเมตร แต่ตอนนี้เพิ่มขึ้นไปเป็น 17-20 ตัวต่อตารางเมตร การดูแลจากเดิมการเลี้ยงอาหาร 2 มื้อ จะเพิ่มเป็น 3 มื้อ จุลินทรีย์ก็เพิ่มปริมาณให้ถี่ขึ้น เพราะกินมากขึ้นมีของเสียมากขึ้นก็จะต้องจัดการสิ่งต่างๆ ให้มากขึ้นตามมาด้วย
ส่วนกุ้งเป็นเพศผู้ล้วน ใช้ฮอร์โมนชีวะโมเลกุล เป็นการลดฮอร์โมนความเป็นทางเพศผู้ลง ให้กุ้งกลายมาเป็นตัวเมีย ถ้าแบบโบราณจะเพาะแบบธรรมชาติ จะออกมาเป็นตัวเมีย 50-70 เปอร์เซ็นต์ เวลาตัวผู้ลอกคราบแล้วตัวเมียจะกินตัวผู้ เวลาตัวเมียลอกคราบตัวผู้ก็จะไม่กินตัวเมียแต่จะกลายเป็นผสมพันธุ์ จึงทำให้กุ้งตัวผู้รสชาติออกมาไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ส่วนตัวเมียมีราคาต่ำ
สำหรับกุ้งที่แปลงเพศทำได้ 3 วิธีคือ 1.การเพาะแบบธรรมชาตินำเอามาเลี้ยงในบ่อดิน ช่วงการเลี้ยงแรกๆ ให้จับแยกกันเพราะยังไม่มีฮอร์โมนทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง หากแยกช่วงหนุ่มสาวจะทำให้กุ้งไม่เจริญเติบโต จึงต้องแยกตัวผู้กับตัวเมียออกจากกันก่อน ก็จะได้กุ้งเพศผู้ล้วนเช่นกัน วิธีที่ 2 คือ เอากุ้งตัวผู้ตัวเล็กๆ มาเลี้ยงโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องเพื่อดึงท่อน้ำเชื้อออกทั้ง 2 เส้น ที่โคนขาคู่ที่ 5 ก็จะทำให้กุ้งตัวผู้นั้นร่างเป็นตัวผู้ พอเอาไปเลี้ยงแล้วเขาจะโตขึ้นจะฟอร์มไข่ได้ด้วยตัวเองแต่สามารถมีไข่ได้ ก็เอาตัวผู้ที่ไม่ได้ถูกดึงท่อน้ำเชื้อเอามาผสม พอผสมเสร็จตัวผู้ที่มีไข่ได้เอาลูกมาเพาะพันธุ์ก็จะกลายเป็นตัวผู้ 90 เปอร์เซ็นต์ และวิธีที่ 3 คือ ต้องขอขอบคุณคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ทุนของมหาวิทยาลัยช่วยทำพ่อแม่พันธุ์ออกมา คือ การใช้ฮอร์โมนชีวะโมเลกุล ได้จดลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเรียบร้อย โดยฉีดเข้าไปที่กุ้งตัวผู้ไม่ต้องดึงเพศ ในการลดฮอร์โมนทางเพศลง แล้วกุ้งตัวนั้นพอถูกลดฮอร์โมนก็จะมาฟอร์มไข่ได้ และนำตัวผู้ที่ไม่ได้ถูกฉีดมาผสม เมื่อลูกออกมาก็จะได้เหมือนกัน จึงมี 3 วิธีที่ใช้ในการเลี้ยงที่ประสบความสำเร็จ
จึงถือเป็นเทคนิคการเลี้ยงกุ้งในวงการเกษตรกรไทยที่ประสบความสำเร็จน่าภาคภูมิใจ เป็นแบบอย่างให้เกษตรกรคนอื่นๆ นำไปทดลองการเลี้ยงในพื้นที่ของตนเองได้ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต นำไปสู่การเพิ่มรายได้ และยังตอบสนองความต้องการตลาดต่างประเทศอีกด้วย




