หน้าแรก ภูมิภาค แก๊งคอลโทรเย้...

แก๊งคอลโทรเย้ยลูกชาย ‘ไปดูแม่หน่อยจะช็อกตาย’ หลังใช้เวลา 21 วัน หลอกสูบ 2.4 ล้าน

25.02.25 | 18:06 น.

แก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรเย้ยลูกชาย “ไปไปดูแม่หน่อย กำลังจะช็อกตาย มันถูกหลอกจนหมดตัวแล้ว” หลังสองตายายถูกหลอกสูญเงินกว่า 2.4 ล้าน


เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางนันทา อายุ 68 ปี และ นายสัญชัย อายุ 75 ปี ชาวอำเภอเมือง จังหวัดยโสธร สองสามีภรรยา ได้ร้องต่อสื่อมวลชนเพื่อเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งทำคดีติดตามเงินของตนเอง จำนวนกว่า 2.4 ล้านบาท หลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกจนสูญเงินไปกลับคืนมา พร้อมทั้งต้องการที่จะเป็นอุทาหรณ์และเตือนภัยให้กับคนทั่วไปได้ทราบถึงวิธีการและการหลอกล่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อไม่อยากให้คนอื่นตกเป็นเหยื่อ

นอกจากนี้ที่น่าเจ็บใจคือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้โทรศัพท์พร้อมส่งข้อความทางไลน์ไปเยาะเย้ยลูกชายว่า “รีบกลับไปดูแม่คุณซะ ถูกหลอกจนหมดตัวแล้ว”

นางนันทา เล่าว่า เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีเบอร์แปลกโทรเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของตน เป็นเสียงผู้หญิง โดยปลายสายอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงไทย เนื่องจากตรวจพบว่ามีคนใช้ชื่อนางนันทาไปเปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาเซ็นทรัลอุบลราชธานี และสงสัยว่าจะนำบัญชีธนาคารของนางนันทาไปกระทำผิดกฎหมาย จึงขอให้นางนันทา เจ้าของบัญชีไปแจ้งความกับตำรวจที่ สภ.เมืองอุบลราชธานี แต่ตนไม่สามารถที่จะเดินทางไปได้เพราะไม่มีรถที่จะเดินทางไป ปลายสายจึงให้เบอร์เจ้าหน้าที่ตำรวจมาและแจ้งให้โทรไปตามเบอร์ที่ให้มา แล้วจะมีตำรวจรับแจ้งความให้

Advertisement

จากนั้นตนจึงโทรไปและมีเสียงผู้ชายรับและอ้างว่าเป็นตำรวจยศ “ผู้กอง” จะรับแจ้งความให้ พร้อมกับโอนสายให้สารวัตรพูดด้วย หลังจากนั้นคนที่อ้างว่าเป็น “สารวัตร” ได้วิดีโอคอลกลับมาหาตนอีกครั้ง และเห็นว่าเป็นตำรวจแต่งเครื่องแบบเต็มยศตนจึงเชื่อว่าเป็นตำรวจจริงๆ ซึ่งตำรวจแจ้งว่าบัญชีธนาคารของตนถูกนำไปใช้ฟอกเงิน จำนวน 14 ล้านบาท โดยบัญชีของตนถูกขายไปให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ จำนวน 50,000 บาท

ตนตกใจมากทำอะไรไม่ถูกและมีความกลัว จากนั้นตำรวจบอกว่าจะให้การช่วยเหลือแต่ต้องขอให้นำเงินและทรัพย์สินต่างๆ ของตนที่มีอยู่มาให้ตำรวจตรวจสอบทั้งหมด ถ้าไม่อย่างนั้นทรัพย์สินทั้งหมดก็จะถูกยึดและลูกของตนที่เป็นข้าราชการทั้ง 2 คน ก็จะถูกให้ออกจากราชการ ตนจึงยินยอม ปลายสายยังบอกให้ตนไปเอาทรัพย์สินที่มีอยู่ในบ้านมาโชว์หน้ากล้องเพื่อให้ตำรวจดู ตนจึงไปเอาเงินสดที่เก็บเอาไว้ในบ้าน จำนวน 9 หมื่นบาทและทองคำรูปพรรณ หนัก 9 บาท มาโชว์ให้ดู ปลายสายจึงบอกให้ตนนำทองคำไปขายหรือจำนำและให้นำเงินสดทั้งหมดไปฝากเข้าธนาคาร ตนก็ทำตาม

หลังจากที่นำเงินสดฝากเข้าธนาคารแล้วก็กลับมาบ้าน ก็วิดีโอคอลมาอีก และบอกให้ตนกดเข้าแอพพ์ธนาคาร ตนก็ทำตามที่ปลายสายบอกทุกขั้นตอน แล้วก็โอนเงินไปจนหมดบัญชี วันต่อมาเขาคอลกลับมาอีกบอกให้ตนนำโฉนดที่ดินที่มีอยู่ไปจำนอง ซึ่งตนบอกว่าไม่มีรถที่จะเดินทางไป ปลายสายได้ให้เบอร์รถรับจ้างที่บริการวิ่งรับจ้างอยู่ใน บขส.ยโสธรมาให้ตน จึงโทรไปเรียกให้รถรับจ้างมารับตนเข้าไปในตัวเมืองยโสธร เพื่อนำโฉนดที่ดิน จำนวน 10 ใบ ไปจำนองได้เงินมาประมาณ 9 แสน แล้วนำไปฝากกับธนาคารอีกและกลับมาถึงบ้านเขาก็คอลมาอีก บอกให้ตนเข้าแอพพ์ธนาคารแล้วก็ถอนเงินไปจดหมดบัญชีอีก

ซึ่งตนมีการโอนเงินไปหลายครั้ง ประมาณ 4-5 ครั้ง ครั้งละประมาณกว่า 4 แสนบาท โดยปลายสายจะวิดีโอคอลมาหาตนทุกวันและจะคุยอยู่กับตนตลอดเวลาทั้งวันเป็นเวลาประมาณ 21 วัน และ ห้ามไม่ให้ตนนำเรื่องไปบอกใคร แม้กระทั่งลูกของตนและบอกให้ตนอยู่แต่ในบ้าน ห้ามออกไปไหน

จนกระทั่งล่าสุดวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา เขาคอลกลับมาอีกขอให้ตนโอนเงินไปให้อีก แต่ตนไม่มีเหลือแล้ว จึงได้ไปขอยืมเพื่อนบ้านมาได้ 1 แสนบาท แล้วโอนไปให้เป็นก้อนสุดท้าย

ระหว่างนั้นปลายสายได้ขอเบอร์โทรศัพท์ลูกชายของตนจึงให้ไป จนกระทั่งช่วงบ่ายวันเดียวกัน ลูกชายตนได้เดินทางกลับจากที่ทำงานมาหาตนที่บ้านพร้อมกับเล่าให้ฟังว่ามีแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรไปหาบอกว่าให้ไปดูแม่ด้วย เนื่องจากแม่ถูกหลอกให้โอนเงินจนหมดตัวแล้ว และยังด่าลูกชายอีกว่า “เป็นลูกเนรคุณไม่ดูแลพ่อแม่” พร้อมกับได้ส่งภาพที่ตนเองโชว์เงินและทองคำให้ลูกชายดูด้วย ตนจึงรู้ตัวว่าถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก

สรุปแล้วตนเสียเงินไปทั้งสิ้น จำนวน 2.4 ล้านบาท โดยโอนไปหลายครั้ง แต่ละครั้งบัญชีปลายทางจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

หลังจากนั้นในช่วงค่ำของวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ลูกชายจึงได้พาตนเข้าแจ้งความร้องทุกข์เอาไว้ที่ สภ.เมืองยโสธร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมตัวแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป และอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งติดตามเงินที่ตนสูญไปกลับคืนมาให้ด้วย และอยากฝากเตือนภัยให้กับคนทั่วไป อย่าไปหลงเชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถ้ามีเบอร์แปลกๆ เข้ามาห้ามรับสายและอย่าไปหลงเชื่อโดยเด็ดขาดเพราะอาจจะตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหมือนอย่างตน