หน้าแรก ภูมิภาค ส.ว.ซัด บึ้มส...

ส.ว.ซัด บึ้มสุไหงโก-ลก สะท้อน ‘การข่าว’ ล้มเหลว ถึงเวลาต้องสร้างรั้วชายแดนไทย-มาเลเซีย

9.03.25 | 15:40 น.

ส.ว.ไชยยงค์ ชี้การก่อวินาศกรรมสุไหงโก-ลก สะท้อนความล้มเหลวของ “การข่าว-การรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการ-การไล่ล่ากองกำลังติดอาวุธของ ‘รบพิเศษ'” ทั้งที่ได้งบการข่าวปีละ 40 ล้าน ถึงเวลาต้องมีกม.ก่อการร้าย-สร้างรั้วชายแดนไทย-มาเลเซีย


เมื่อวันที่ 9 มีนาคม นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา เลขานุการคณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ เปิดเผยว่า การก่อวินาศกรรม โดยกองกำลังติดอาวุธ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน บีอาร์เอ็น ซึ่งโจมตีที่ว่าการอำเภอ และศาลาประชาคม อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดนเสียชีวิต 2 นาย และมีประชาชนได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยสาเหตุของความสูญเสียครั้งนี้มาจากความล้มเหลวของเจ้าหน้าที่รัฐ

นายไชยยงค์กล่าวต่อว่า ความล้มเหลวในงานด้านการข่าว การที่แนวร่วมและกองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็น สามารถประกอบกำลังพร้อมระเบิดคาร์บอมบ์และอาวุธ กำลังคนเข้าโจมที่สถานที่ราชการ และสถานที่อื่น 4-5 จุด ในพื้นที่เดียวกันต้องมีการเคลื่อนไหว งานการข่าวของเจ้าหน้าที่ต้องมี วันนี้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีผู้หน่วยงานต่างๆ เช่น กองข่าว กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ตำรวจพื้นที่ ตำรวจสันติบาล ฝ่ายปกครอง สำนักข่าวกรอง ข่าวกรองสำนักนายกฯ เดินกันขวักไขว่ เพื่อทำงานการข่าว และมีงบประมาณในการทำข่าวของหน่วยงานความมั่นคงปีละ 40 ล้าน แต่ทุกหน่วยไม่พบเห็นความเคลื่อนไหวของกองกำลังติดอาวุธ ไม่มีใครได้ระแคะระคาย การเข้าก่อวินาศกรรมของบีอาร์เอ็นในครั้งนี้

นายไชยยงค์กล่าวว่า การรักษาความปลอดภัยของหน่วยที่ตั้ง การรักษาความปลอดภัยในเมืองเศรษฐกิจที่เป็น 8 เมืองหลักในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ล้มเหลว เพราะ อ.สุไหงโก-ลก คือหนึ่งใน 8 หัวเมืองเศรษฐกิจ ที่ก่อนหน้าที่ประชุมให้มีการรักษาความปลอดภัยในห้วงของเดือนรอมฎอน แต่จากสภาพที่เห็น ไม่มีอะไรที่เรียกว่ามีการรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษ แม้แต่สถานที่ราชการก็ไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด แสดงให้เห็นว่าทุกหน่วยไม่ได้ให้ความสนใจในการรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษในเดือนรอมฎอนแต่อย่างใด

Advertisement

“กองกำลังพิเศษจากส่วนกลาง ที่ลงมาทำงานในการติดตามไล่ล่ากองกำลังติดอาวุธที่เคลื่อนไหวอยู่ใน จ.นราธิวาส ซึ่งติดตามกองกำลังติดอาวุธ ที่วางระเบิดและยิงครู ตชด.สองพ่อลูกที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ผ่านมาแล้ว 2 เดือนยังไล่ล่าไม่พบ กับกองกำลังติดอาวุธที่มีอยู่เพียง 7-8 คน ที่เคลื่อนไหวอยู่ในเทือกเขาตะเว ยังไล่ไม่จน แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในด้านยุทธวิธีในการรบแบบสงครามกองโจร” นายไชยยงค์กล่าว

นายไชยยงค์กล่าวต่อว่า ก่อนที่จะถึงเดือนรอมฎอน พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ภูมิธรรม เวชยชัย) ที่รัฐบาลแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพคนใหม่แทนนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้พบกับแกนนำของขบวนการบีอาร์เอ็น และผู้นำศาสนาที่มีความสัมพันธ์กับขบวนการบีอาร์เอ็น และเดินทางไปยังรัฐกลันตัน เพื่อพบกับแกนนำฝ่ายการเมืองของบีอาร์เอ็น เพื่อขอความร่วมมือให้ 30 วันของเดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งสันติ เช่นเดียวกับที่มีตัวแทนของ สมช.มีการเข้าไปที่รัฐกลันตัน ขอพบกับแกนนำของบีอาร์เอ็น เพื่อขอให้อย่ามีการก่อการร้ายในเดือนรอมฎอน โดยมีการรับปากว่าจะให้ความร่วมมือ

“จากการปฏิบัติการเมื่อคืนวันที่ 8 มีนาคม ทั้งที่ อ.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงปาดี และที่ อ.สายบุรี โดยที่ อ.สายบุรี มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 3 นาย แสดงให้เห็นว่าการพูดคุยกับแกนนำฝ่ายการเมืองของบีอาร์เอ็น และการพูดคุยกับผู้นำศาสนาในพื้นที่ไร้ผล เพราะบีอาร์เอ็นที่กุมอำนาจฝ่ายทหาร ที่มีนายนิเซะ นิฮะ เป็นผู้นำ ไม่เห็นด้วย และได้แสดงออกโดยการก่อเหตุครั้งใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 ที่ผ่านมา มีการส่งสัญญาณด้วยการขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ ใส่จุดตรวจตำรวจ สภ.เมืองยะลา ในถนนพาดรถไฟ เขตเทศบาลเมืองยะลา ทำให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 5 คน และมีการขว้างระเบิดใส่วัดคูหาภิมุข ต.ท่าสาป จ.ยะลา มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 2 คน แต่หลังจากเกิดเหตุ หน่วยงานของรัฐก็ไม่ได้มีการป้องกันหน่วยเป็นพิเศษแต่อย่างใด” นายไชยยงค์กล่าว

นายไชยยงค์กล่าวด้วยว่า ข้อเท็จจริง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และรบพิเศษ ที่ถูกส่งมาสนับสนุนภารกิจของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า รวมทั้งตำรวจ และฝ่ายปกครอง ต่างรู้ดีว่าในห้วงของเดือนรอมฎอน บีอาร์เอ็นจะมีการก่อการร้ายที่มากกว่าเดือนอื่นๆ เพราะการบ่มเพาะโดยอุสต๊าซ หรือครูสอนศาสนาของบีอาร์เอ็น ต่อเยาวชนและแนวร่วม ว่าการก่อเหตุฆ่าศัตรูในเดือนรอมฎอน ผู้ลงมือจะได้บุญกว่าการก่อเหตุในเดือนอื่นๆ ถึง 10 เท่า การก่อเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า บีอาร์เอ็นยังประสบความสำเร็จในการบ่มเพาะให้แนวร่วม และกองกำลังติดอาวุธลงมือก่อเหตุในเดือนรอมฎอน โดยใช้เรื่องศาสนามาบิดเบือน

นายไชยยงค์กล่าวต่อว่า สาเหตุที่บีอาร์เอ็นพุ่งเป้าไปที่กองอาสารักษาดินแดน เพราะบีอาร์เอ็นรู้ว่ายุทธศาสตร์ของหน่วยงานความมั่นคงคือการสร้างกองกำลังอาสารักษาดินแดน ให้มีความเข้มแข็งเพื่อให้แทนที่กองกำลังของทหารในปี 2570 โดยจะมีการถอนทหารออกจากพื้นที่ และมอบพื้นที่ในการรักษาความปลอดภัยให้แก่กองกำลังอาสารักษาดินแดน และอาสาสมัครทหารพราน บีอาร์เอ็นจึงมุ่งการโจมตีไปที่กองกำลังอาสารักษาดินแดน ซึ่งยังเป็นจุดอ่อน และให้อาสารักษาดินแดนหวาดกลัว รวมทั้งเป็นการทำลายแผนที่หน่วยความมั่นคงต้องการใช้กองอาสารักษาดินแดนมาแทนที่ทหาร จะเห็นว่าที่ผ่านมาใน 4-5 เดือน บีอาร์เอ็นมีการส่งจดหมายและมีการแขวนป้ายผ้า มีการพ่นสีตามถนน สะพาน ข่มขู่ให้กองอาสารักษาดินแดนลาออกก่อนที่จะไม่มีชีวิตอยู่

นายไชยยงค์กล่าวต่อว่า สุดท้ายการก่อเหตุของบีอาร์เอ็นอย่างถี่ยิบมาจากที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปขอร้องขอความร่วมมือกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ให้ช่วยยุติความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการบีบบังคับให้แกนนำบีอาร์เอ็นยุติการก่อเหตุ และให้เข้าสู่การเจรจาสันติภาพ แต่บีอาร์เอ็นฝ่ายทหารไม่เห็นด้วย และมีการประกาศว่าถ้ารัฐบาลกลางของมาเลเซีย บีบบังคับบีอาร์เอ็นที่มีฐานที่มั่นในรัฐกลันตัน บีอาร์เอ็นก็จะก่อเหตุในสามจังหวัดให้รุนแรงยิ่งขึ้นเป็นการตอบโต้การเข้ามาของนายทักษิณ ชินวัตร

“การก่อเหตุที่ อ.สุไหงโก-ลก นอกจากความล้มเหลวทุกด้านของการแก้ปัญหาไฟใต้แล้ว ยังเป็นการล้มเหลวครั้งแรกของ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ที่มารับตำแหน่งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขที่ต้องการแสดงผลงานให้เห็นว่ามีความสามารถในการพูดคุยกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เดือนรอมฎอนของปีนี้เป็นเดือนรอมฎอนที่สันติไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น” นายไชยยงค์กล่าว

นายไชยยงค์กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ต้องตัดสินใจคือการที่ต้องมีเครื่องมือให้หน่วยงานความมั่นคง ตำรวจ ทหาร ใช้ในการดับไฟใต้ นั่นคือต้องมีกฎหมายการก่อการร้ายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือของการแก้ปัญหา เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องการก่อความไม่สงบ การใช้กฎหมายทั่วไปอย่าง ป.วิอาญา ไม่สามารถรับมือกับรูปแบบการก่อการร้ายได้ และการใช้กฎหมายที่ล้าหลังอย่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎอัยการศึก เป็นการสร้างเงื่อนไขให้ฝ่ายบีอาร์เอ็น และเอ็นจีโอ องค์กรสิทธิมนุษยชน และองค์การภาคประชาสังคมที่เป็นปีกทางการเมืองของบีอาร์เอ็นได้ประโยชน์ในการโจมตีรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคง

“รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องตัดสินใจในการสร้างรั้วถาวร กั้นพรมแดนระหว่างในพื้นที่ของ อ.ตากใบ และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ระยะทาง 160 กิโลเมตรของแม่น้ำสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปักปันชายแดนแล้ว เพื่อการป้องกันกองกำลังติดอาวุธ ที่ข้ามมาจากฝั่งกลันตันเพื่อมาก่อเหตุ หลังก่อเหตุก็ข้ามแม่น้ำสุไหงโก-ลกกลับไปกลันตัน รวมทั้งระเบิดแสวงเครื่องที่ใช้ในการก่อวินาศกรรม ถูกนำมาจากฝั่งกลันตันเป็นส่วนใหญ่ เพื่อใช้ในการก่อเหตุ ถ้ามีการสร้างรั้วชายแดน สถานการณ์การก่อการร้ายอาจจะลดลงได้” นายไชยยงค์กล่าว