ทสจ.ภูเก็ต เผย หลังโควิด อสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตเติบโตอย่างก้าวกระโดด -ห่วงน้ำเสียชุมชน – ปัญหาขยะ อยู่ระหว่างดูร่างทีโออาร์ ให้ท้องถิ่นใช้เทคโนโลยีใหม่ เผาขยะเอง
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ดร.จตุรงค์ คงแก้ว รองคณบดี ฝ่ายบริหารและทรัพยากรบุคคล คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เป็นประธานการเสวนาสภาพปัญหาแนวทางแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมคุณภาพน้ำทะเลชายหาดในจังหวัดภูเก็ต โดยมี นายสำราญ สินธ์ทอง เลขานุการมูลนิธิอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ ณ ห้อง1205 อาคารเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

นายสุรศักดิ์ อนุสรณ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด(ทสจ.)ภูเก็ต กล่าวว่า “จังหวัดภูเก็ตมีพื้นที่ 543 ตารางกิโลเมตร มีเกาะบริวาร 27 เกาะ พื้นที่ป่าไม้มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ 90,000 ไร่ แยกเป็น ป่าบก 8 กว่า 80,000 ไร่ ป่าชายเลนกว่า 10,000 ไร่ ประชากรตามทะเบียนบ้านกว่า 400,000 คนยังมี ประชากรแฝง และแรงงาน รวมทั้งนักท่องเที่ยวรวมกว่า 1 ล้าน 2 แสนคน
ในเรื่องของการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต หลังจากโควิดปี 2567 มีนักท่องเที่ยว เข้ามา 13 ล้านคนห้องพักกว่า 1 แสนห้อง โรงแรม กว่า 600 แห่งรายได้การท่องเที่ยว ปี 2567 กว่า 4 แสนล้านบาท ซึ่งหลังโควิด พบว่า อสังหาริมทรัพย์ คอนโดมิเนียม ที่พักอาศัยเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดมีโรงแรม ที่กำลังจะก่อสร้างอีกจำนวนมาก

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ข้อเสียของ ภูเก็ต ยังมี ปัญหารถติด ปัญหาขยะ ปัญหาน้ำเสีย ส่วนข้อดี ของภูเก็ต มี ป่าไม้ที่สภาพดีและทะเลล้อมรอบ ไม่มีปัญหาฝุ่นละอองเนื่องจากภูเก็ตไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ภูเก็ตจึงมีอากาศดีการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม( EIA) ควบคุมสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต มีเรื่องน้ำเสีย จากโรงแรม ซึ่ง ไม่น่ากังวลเนื่องจากมีระบบบำบัดที่ดี แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ สถานบริการเล็กๆร้านค้าชุมชน มีปัญหาน้ำเสีย อยู่บ้าง บางที่โชคดีมีน้ำทะเล หนุนเข้ามาชะล้างออกไป จึงถือว่ายังไม่ถึงขั้นวิกฤต
ในเรื่องปริมาณน้ำเสีย โดย สำนักงานควบคุมมลพิษและสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 15 เก็บข้อมูลมีจำนวน 10 สถานี บำบัดน้ำเสียอยู่ในพื้นที่ของเทศบาลและอบต.สามารถ บำบัดได้ วันละ 99,000 ลูกบาศก์เมตร มีน้ำเข้าระบบจริง วันละ 72,000 ลูกบาศก์เมตร

การเก็บคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษดำเนินการ 10 ชายหาด ที่ไหลลงทะเล พบว่า ระดับน้ำทะเลอยู่ใน ขั้นพอใช้ ถึงขั้นดี ส่วนน้ำผิวดินอยู่ในขั้นที่เสื่อมโทรม เพราะมีน้ำเสียไหลเข้าชุมชนเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็น ในเรื่องปัญหาน้ำเสียในแหล่งชุมชน ร้านอาหารริมห้วยลำคลอง พบว่า ไม่มีการวางแผนตั้งแต่ต้นการจัดการในเรื่องของน้ำเสีย ส่วนทางโรงแรมมีมาตรการสิ่งแวดล้อม ยังไม่พบปัญหา ในเรื่องนี้ แต่เป็นห่วงในพื้นที่ชุมชน สถานประกอบการรายย่อย
ในเรื่องนี้ นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตื่นตัวกับสภาพปัญหาดังกล่าว โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้ทำ MOU กับบริษัท China Water จำกัด ของประเทศจีนในการวางระบบบำบัดน้ำเสียให้กับจังหวัดภูเก็ตกับระบบใต้ดินและบนดินซึ่งระบบบนดินได้มีการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยจะนำร่อง 5 เทศบาล 5 ตำบล คือตำบลกะรน ตำบลกมลา ตำบลสาคู ตำบลศรีสุนทร ตำบลเชิงทะเล ทางบริษัท China Water จำกัด วางระบบบำบัดน้ำเสีย ส่วนงบประมาณทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ถ้าเงินไม่พอทางจังหวัด จะสนับสนุนเพิ่มเติม
ปัญหาขยะจังหวัดภูเก็ต มีเตาเผาขยะ ที่เทศบาลนครภูเก็ตให้เอกชนดำเนินการ เตาเผาที่ 1 เผาได้ 700 ตันต่อวัน ส่วนขยะที่เหลือฝังกลบและกำลังก่อสร้างเตาเผาตัวที่ 2 ถ้าสร้างเสร็จเผาได้ 500 ตันต่อวัน ทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตมีแนวคิดให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการเผาขยะเอง แบบใช้เทคโนโลยีใหม่ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจ่ายค่ากำจัด ขยะ ตันละ 520 บาท ถ้าทำได้ จะส่งผลดีในการกำจัดขยะ 30 ตัน 24 ชั่วโมงไร้กลิ่นไร้ควันไร้มลพิษ ขณะนี้อยู่ระหว่างดูร่างทีโออาร์ ให้อบต.ท้องถิ่น ที่มีความพร้อม ช่วยจัดการในเรื่องขยะ
และทางสำนักงานควบคุมมลพิษ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 15 ได้รับงบจัดทำโครงการ Food West แยกอาหารออกจากระบบจัดเก็บขยะ 30-40% เป็นขยะอินทรีย์ กำลังทำโครงการ ได้รับงบจากกองทุนสิ่งแวดล้อม ดำเนินการ รวมทั้ง ส่งมอบอาหารที่ยังรับประทานได้ ให้กับกลุ่มเปราะบาง ถ้าลดขยะอินทรีย์ได้ จะลดปริมาณขยะเข้าเตาเผาได้”

ทางด้าน ดร.จตุรงค์ คงแก้ว รองคณบดี ฝ่ายบริหารและทรัพยากรบุคคล คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตภูเก็ต กล่าวว่า “ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตพบน้ำเสีย บ่อยซ้ำซาก ที่ หาดป่าตอง หาดกมลา ซึ่งในส่วนของ คุณภาพน้ำทะเลจังหวัดภูเก็ต ปี 2567 ได้มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำชายหาด 23 สถานี ตั้งแต่หาดราไวย์ไปจนถึงคลองบางใหญ่ พบว่า อยู่ในเกณฑ์ดี
ส่วน ข้อมูลน้ำทะเลเปลี่ยนสีทั้งประเทศ มีน้ำทะเลเปลี่ยนสีสูงที่สุด คือ จังหวัดชลบุรี รองลงมาคือ จังหวัดภูเก็ต สูงเป็นอันดับ 2 รองจากชลบุรี ถ้าดูในปี 2567 จะเห็นที่ หาดไตรตรัง หาดป่าตอง หาดกะรน หาดบางเทา หาดกมลา หาดกะตะ และ คลองบางใหญ่ ส่วน หาดทรายแก้วพบก้อนน้ำมันดินหนาแน่น
ในส่วนปัญหาน้ำเสีย ล่าสุด เทศบาลตำบลวิชิต ได้รับการร้องเรียนเรื่องน้ำเสีย บริเวณป่าหล่าย จำนวนมากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างจากอ่าวฉลองมาเล็กน้อย จากข้อร้องเรียนของประชาชน ที่เลี้ยงปลาในกระชังซึ่งพบว่าปลาตายบ่อยมากขึ้น คาดว่าเกิดจากน้ำเสียที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยเร็วๆนี้จะลงไปตรวจสอบ ส่วน ปัญหาขยะในจังหวัดภูเก็ต พบว่ามีอัตราค่อนข้างสูง น่าเป็นห่วง”
ทางด้าน นายสำราญ สินธ์ทอง เลขานุการ มูลนิธิอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันดามันกล่าวว่า การจัดเสวนาวันนี้ จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมด นำเสนอ ไปยัง คณะกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมทั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกัน แก้ปัญหา ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตต่อไป

