หน้าแรก ภูมิภาค ผัวเมียจำนนด้...

ผัวเมียจำนนด้วยหลักฐาน ลวง ‘แอน’ ฆ่าหั่นศพ เผาอำพราง ทิ้งเถ้ากระดูกลงคลอง ปมเหตุเรื่องเงิน

24.03.25 | 14:38 น.

ผบช.ภ.7 คุมนำชี้ปิดคดีฆ่าเผาอำพรางหลังบ้านฆาตกร ชนวนจากเรื่องเงิน เปิดปากรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน


เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ป้อมสายตรวจตำบลดอนรวก หมู่ 5 ต.ดอนรวก อ.ดอนตูม จ.นครปฐม พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 ได้ซักถาม น.ส.ภัทราภรณ์ และ นายณรงค์ชัย 2 ผู้ต้องหาถึงสาเหตุและแรงจูงใจในการก่อเหตุฆ่าอำพรางศพ น.ส.ปิยวรรณ หรือ แอน

ก่อนพร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสพชัย มัตสยะวนิชกูล ผบก.สส.ภ.7 พล.ต.ต.พงศพันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.อ.อิทธิพล พรเทวบัญชา รอง ผบก.จว.นครปฐม พ.ต.อ.ยงลิต ศุภผล ผกก.สภ.ดอนตูม นำตัว น.ส.ภัทราภรณ์และนายณรงค์ชัยนำไปชี้จุดก่อเหตุประทุษร้าย และจุดเผาอำพรางศพ น.ส.ปิยวรรณ บริเวณหลังบ้านของนายณรงค์ชัยและ น.ส.ภัทราภรณ์ หมู่ 5 ต.ดอนรวก อ.ดอนตูม เป็นที่ชำแหละ แยกร่าง ราดน้ำมันจุดไฟเผาร่าง ก่อนฝังกลบเศษที่เผาไม่หมด ส่วนเถ้ากระดูกนำไปทิ้งคลองชลประทานหลังวัดพะเนียงแตก

Advertisement

จากนั้นพาไปชี้จุดเริ่มทำร้ายร่างกาย น.ส.ปิยวรรณ บริเวณริมถนนเลียบคลองชลประทานดอนรวก ห่างจากบ้านไปทางทิศตะวันออก 2 กม. และจุดสุดท้ายคือบริเวณก่อนถึงประตูน้ำคลองชลประทานหลังวัดพะเนียงแตก หมู่ 3 ต.มาบแค อ.เมือง จ.นครปฐม ซึ่งจุดนี้นายณรงค์ชัยและ น.ส.ภัทราภรณ์นำหลักฐานสำคัญทางคดีมาทิ้งลงคลอง โดยมีกำลัง นปพ. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดอนตูม กั้นญาติและชาวบ้านที่มารอดูหน้าทั้ง 2 คน ให้อยู่ห่างเกรงว่าจะประชาทัณฑ์ผู้ต้องหา

รายงานข่าวแจ้งว่า การให้ถ้อยคำของนายณรงค์ชัยและ น.ส.ภัทราภรณ์ยังไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นความจริงทั้งหมด และที่นายณรงค์ชัยและ น.ส.ภัทราภรณ์รับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่รวบรวมได้ ซึ่ง ร.ต.อ.สมภพ เนียมจำเริญ รอง สว. (สอบสวน) สภ.ดอนตูม ได้ขอหมายจับนายณรงค์ชัยและ น.ส.ภัทราภรณ์ “ฆ่าอำพรางซ่อนเร้น” ต่อศาลจังหวัดนครปฐม หลังจากพนักงานสอบสวน สภ.นครชัยศรี นำนายณรงค์ชัยและ น.ส.ภัทราภรณ์ไปฝากขังต่อศาลแล้ว พนักงานสอบสวน สภ.ดอนตูม ขออายัดตัวนายณรงค์ชัยและ น.ส.ภัทราภรณ์มาดำเนินคดีฆ่าอำพรางซ่อนเร้นต่อไป

สำหรับคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 มีนาคม นายวีระ ได้มาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.นครชัยศรี ว่า น.ส.ปิยวรรณ หรือ แอน ซึ่งเป็นภรรยา หายตัวไปตั้งแต่กลางคืนของวันที่ 4 มีนาคม และหลังจากวันนั้นไม่สามารถติดต่อภรรยาได้อีกเลย

กระทั่งวันที่ 17 มีนาคม ตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.นครชัยศรี คือ พ.ต.ท.วุฒิพงษ์ ตั้งมหากิจศิริ รอง ผกก.สส. และ พ.ต.ท.อัครพล เพชรรุณ สว.สส. ได้สอบสวนสืบสวนจากถ้อยคำที่นายวีระและญาติ น.ส.ปิยวรรณ ทำให้พบข้อสงสัยและกังวลความปลอดภัยของ น.ส.ปิยวรรณ จึงได้เชิญตัว น.ส.ภัทราภรณ์และนายณรงค์ชัยมาสอบถาม

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 2 คน อ้างว่า น.ส.ปิยวรรณมากู้ยืมเงิน จึงทวงเงินจาก น.ส.ปิยวรรณ โดย น.ส.ปิยวรรณให้สามีโอนเงินมาชำระเงินกู้ แต่ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเกี่ยวกับการยืมแต่อย่างใด ตำรวจฝ่ายสืบสวนจึงเข้าไปตรวจสอบบ้านของผู้ต้องหาทั้ง 2 คน พบรถจักรยานยนต์ที่ น.ส.ปิยวรรณขี่ไปในวันเกิดเหตุจอดอยู่ที่บ้านของผู้ต้องหา สภาพไม่ติดแผ่นป้าย แต่ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนอ้างว่าผู้ตายนำรถจักรยานยนต์มาวางไว้เพื่อขอกู้เงิน และ น.ส.ปิยวรรณได้ออกไปกับชายอื่น

ตำรวจไม่เชื่อข้อกล่าวอ้าง จึงได้ยึดรถจักรยานยนต์ไว้ตรวจสอบและได้พานายวีระเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 คนแสดงตนเป็น น.ส.ปิยวรรณทักหานายวีระทางเฟซบุ๊ก หลอกลวงจนนายวีระหลงเชื่อ แล้วได้โอนเงินให้แก่ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน และโอนเข้าไปบัญชีของบุคคลที่ 3 อีกหนึ่งราย ซึ่งบุคคลที่ 3 เป็นบุคคลที่มีชื่อสกุลจริงซ้ำกัน 12 คน

ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม ตำรวจฝ่ายสืบสวนได้ข้อมูลจากธนาคารทำให้ทราบว่าบุคคลที่ 3 เป็นบุคคลที่ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนนำโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของ น.ส.ปิยวรรณ สภาพยังใหม่และเป็นรุ่นมีราคาไปขายให้บุคลที่ 3 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ประกอบกับพยานแวดล้อมอื่นๆ ทำให้เป็นเหตุเชื่อได้ว่าต้องเกิดเหตุร้ายแก่ผู้ตายอย่างแน่แท้

ตำรวจฝ่ายสืบสวนจึงได้ตรวจค้นบ้านของผู้ต้องหาทั้ง 2 คนโดยทันที แต่ปรากฏว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 คนหลบหนีไปแล้ว จากนั้นตำรวจฝ่ายสืบสวนใต้ทำรายงานสืบสวนให้แก่พนักงานสอบสวน ขอให้ศาลอนุมัติหมายจับก่อน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและจะได้จับกุมตัวมาสอบถามเกี่ยวกับการหายตัวไปของ น.ส.ปิยวรรณต่อไป

วันที่ 20 มีนาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุม น.ส.ภัทราภรณ์และนายณรงค์ชัยได้ที่ จ.เชียงใหม่ โดยรับสารภาพว่าร่วมกันฆ่า น.ส.ปิยวรรณและเผาไว้บริเวณบ้านของตัวเองในหมู่ 5 ต.ดอนรวก อ.ดอนตูม จ.นครปฐม เมื่อเข้าตรวจสอบพบกระดูกและเสื้อผ้าที่เชื่อได้ว่าเป็นของผู้ตาย ตรงตามคำรับสารภาพทุกประการ

สำหรับคดีฆ่าอำพรางดังกล่าว กุญแจแห่งความสำเร็จเริ่มจากนายวีระ สามี น.ส.ปิยวรรณ มาร้องทุกข์ ตร.นครชัยศรี ว่าภรรยาหาย สงสัยนายณรงค์ชัยและ น.ส.ภัทราภรณ์ ประกอบกับญาติได้ประกาศคนหายในเฟซบุ๊ก ฝ่ายสืบสวนจึงเชิญนายณรงค์ชัยและ น.ส.ภัทราภรณ์มาให้ถ้อยคำแล้วไล่แกะเส้นทางตามพฤติกรรมที่นายณรงค์ชัยและ น.ส.ภัทราภรณ์ให้ถ้อยคำ จนพบวงจรปิดบริเวณแยกสนามจันทร์ พบว่าเวลา 21.58 น. น.ส.ภัทราภรณ์และ น.ส.ปิยวรรณขี่รถจักรยานยนต์วนผ่านกล้องและบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อเวลา 22.01 น. และมุ่งหน้าไปสี่แยกไฟแดงหนองขาหยั่ง โดยกล้องวงจรปิดจับภาพได้ว่า น.ส.ภัทราภรณ์เป็นคนขี่ และ น.ส.แอนซ้อนท้าย

จากนั้นกล้องวงจรปิดอีกมุมจับภาพ น.ส.ภัทราภรณ์นั่งซ้อนรถจักรยานยนต์ น.ส.แอนเข้าไปใน รพ.นครปฐม ในเวลา 22.59. น. และจากนั้นได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกมาจาก รพ.นครปฐม เวลา 00.34 น. แล้วเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปองค์พระปฐมเจดีย์ และพากันไป รพ.สนามจันทร์ เข้าไปประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นขี่รถจักรยานยนต์กลับเข้ามาที่ รพ.นครปฐม ซึ่งวงจรปิดตัวที่แยกไฟแดงเห็นชัดว่า น.ส.แอนเป็นคนขี่รถจักรยานยนต์วนเวียนอยู่ในเมืองนครปฐม ส่วนนายณรงค์ชัยรออยู่ใน รพ.นครปฐม

จากนั้นทั้ง 3 คนขี่รถจักรยานยนต์วนไปทางสุสานสุขาวดี ต.บ่อพลับ แล้วหายไป จากนั้นกล้องไปจับได้แถวปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง เห็นว่าทั้ง 3 คนขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาที่บ้านใน ต.ดอนรวก แล้วไม่ออกมาอีกเลย

ขณะที่ชุดสืบสวนอีกชุดที่ค้นหาพยานหลักฐานวัตถุ และชิ้นส่วนหลังบ้านที่เกิดเหตุอีกครั้ง พบร่องรอยการขุดดิน การเผาเต็มพื้นที่ด้านหลังบ้าน อีกทั้งบริเวณหลังบ้านมีบ่อน้ำขนาดกว้าง มีผักตบชวาปกคลุมหนาแน่น และบริเวณหลังบ้านยังมีห้องน้ำที่แยกออกมาจากตัวบ้านอีก 1 ห้อง

ด้านชาวบ้านให้ข้อมูลว่าช่วงเช้าเมื่อวันที่ 5 มีนาคม สองผัวเมีย (นายณรงค์ชัย-น.ส.ภัทราภรณ์) ออกมาใส่บาตรพระสงฆ์วัดดอนรวกที่เดินบิณฑบาตผ่านบริเวณหน้าบ้าน แล้วก็ใช้ชีวิตตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่าปกติแล้ว 2 ผัวเมียจะไม่ค่อยออกมานอกบ้าน