ขาดทุนวันละหมื่น! ราคาหมูพุ่งไม่หยุด ผู้ประกอบการโคราช คิดหนักถึงขั้นปิดร้าน จี้รบ.แก้ปัญหา
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ร้านอาหารระเบียงเคียงน้ำ ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา ตัวแทนผู้ประกอบการเขียงหมู และผู้ประกอบการร้านอาหาร ได้มีการรวมตัวกันพูดคุยถึงปัญหาราคาหมูที่มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะเดือนมีนาคมตั้งแต่ช่วงต้นเดือนหมูมีการปรับราคาขึ้นไปรวมแล้วประมาณ 20 บาท ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและบรรดาพ่อค้า แม่ค้า เขียงหมูได้รับผลกระทบขาดทุนหลักหมื่นต่อวัน ส่วนผู้ประกอบการร้านหมูกระทะเริ่มพิจารณาการขึ้นราคา รวมไปถึงการพิจารณาปิดกิจการก็มี
โดยนายพงศ์เพ็ชร วุฒิสิงห์ชัย เจ้าของร้านราชาหมูตัก บอกว่า ตนนั้นประกอบกิจการร้านหมูกระทะแบบตักขายเป็นกิโลกรัม กิโลกรัมละ 169 บาท โดยที่ในร้านก็มีการเฉลี่ยวัตถุดิบกันไปตั้งแต่อาหารทะเลจนไปถึงหมู ซึ่งหมูเป็นวัตถุดิบหลักของทางร้าน และตั้งแต่ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนั้น ราคาหมูมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคมนั้นมีการปรับไปแล้วรวม 20 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ตอนนี้ธุรกิจของตนได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เนื่องจากหมูซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักนั้นมีราคาเพิ่มสูงขึ้น
นายพงศ์เพ็ชรกล่าวว่า ตอนนี้ต้นทุนในการขายหมูกระทะแบบตักอยู่ที่ประมาณ 160 บาท ซึ่งตนก็ได้มีการพิจารณาปรับราคาขึ้น แต่ติดตรงที่กลุ่มลูกค้าของตนเป็นลูกค้าที่มีรายได้ไม่สูงมาก จึงทำให้การปรับราคาขึ้นค่อนข้างลำบาก และอีกทางที่ตนคิดเอาไว้ก็คือการปิดกิจการไปเลย เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนราคาหมูที่เพิ่มสูงขึ้นได้
“จากปัญหาดังกล่าวอยากให้ทางรัฐบาลนั้นลงมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนที่เคยสัญญาเอาไว้ว่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น สินค้ามีราคาถูกลง และอยากให้รัฐบาลหันมาสนใจแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างจริงจัง โดยมองผู้ประกอบการขนาดเล็กบ้างไม่ใช่สนใจแต่คนรวย” นายพงศ์เพ็ชร กล่าว
ขณะที่ทางด้านนายจีระศักดิ์ คาระวิวัฒนา ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดนครราชสีมา และเจ้าของกิจการร้านอาหาร เปิดเผยว่า ตั้งแต่ตนประกอบกิจการร้านอาหารมานานตนยังไม่เคยเห็นผู้ประกอบการเขียงหมูออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับปัญหาหมูแพง ซึ่งมันทำให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวนั้นส่งผลกระทบไปในทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ประกอบการเขียงหมูและประชาชนทั่วไป จึงอยากให้ทางรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เอาเวลาไปใช้กับเรื่องไร้สาระ ในการอภิปรายในสภา เนื่องจากมันไม่ใช่ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเลย


