หน้าแรก ภูมิภาค ช้างป่าตายแล้...

ช้างป่าตายแล้ว หลังติดหล่มแอ่งน้ำในป่ากุยบุรี คาดอายุมาก-แผลติดเชื้อ ผ่าเจอกระสุนในร่าง

22.04.25 | 15:27 น.

ช้างป่าตายกลางป่ากุยบุรี หลังติดหล่มแอ่งน้ำ พบกระสุนฝังใน คาดอายุมากและแผลติดเชื้อ


เมื่อวันที่ 22 เมษายน นายอนุชาติ อาจหาญ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงเหตุการณ์ช่วยเหลือช้างป่าติดหล่มในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ว่า สืบเนื่องจากวันที่ 19 เม.ย. เวลาประมาณ 21.00 น. นายณรงค์ ซึ่งเป็นพลเมืองดี แจ้งว่าพบช้างป่าติดหล่มในแอ่งน้ำ บริเวณไทรเอน หมู่ 7 บ้านรวมไทย ต.หาดขาม อ.กุยบุรี ซึ่งผู้แจ้งพบช้างป่ายังมีชีวิต อยู่ในลักษณะนอนตะแคง ระดับน้ำครึ่งตัวช้าง ช้างพยายามตะเกียกตะกายชูงวง แต่ไม่สามารถลุกขึ้นได้ เจ้าหน้าที่อุทยานฯกุยบุรีจึงเร่งค้นหาด้วยอากาศยานไร้คนขับแต่ไม่พบเนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวย ฝนตกหนัก จึงยกเลิกภารกิจ และทำการค้นหาในวันถัดไป

นายอนุชาติกล่าวว่า ต่อมาวันที่ 20 เม.ย. ได้ออกสำรวจอีกครั้งพบช้างป่านอนตะแคงในแอ่งน้ำ หู ขา และงวงยังมีการขยับ จึงประสานสัตวแพทย์ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ (สบอ.) ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ประเมินอาการ รวมทั้งนำช้างป่าขึ้นมาจากแอ่งน้ำ แต่ปรากฏว่าในช่วง 16.30 น. ช้างป่าตัวดังกล่าวได้ตายลง และวานนี้ (21 เม.ย.) ได้ลงพื้นที่อีกครั้ง พร้อมด้วยทีมสัตวแพทย์ สบอ.ที่ 3 สาขาเพชรบุรี และห้วยทราย ตร.สภ.ยางชุม นายชัยชาญ มูลมาก ปลัดอำเภอกุยบุรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกับตรวจสอบ

ตอนยังไม่ตาย

จากการตรวจสอบพบเป็นซากช้างป่าเพศเมีย อายุ 50-60 ปี น้ำหนัก 3,000-3,500 กก. ลักษณะนอนตายตะแคงด้านซ้าย พบร่องรอยบาดแผลเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 ซม.บริเวณขาหลังด้านขวา ค่อนข้างผอม ดวงตาข้างขวาขาวขุ่น อวัยวะทุกส่วนครบถ้วนสมบูรณ์

Advertisement

นายอนุชาติกล่าวอีกว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำเครื่องสแกนโลหะสแกนทั่วทั้งตัวพบโลหะในซากช้างป่า จึงผ่าเปิดแผลลึกลงไปในชั้นกล้ามเนื้อประมาณ 10 ซม. พบหัวกระสุนลักษณะเกลียวยาว 1 ชั้น และเม็ดโลหะ ทรงกลม 1 ชั้น และพบก้อนหนองขนาดใหญ่ใกล้กระดูกข้อต่อหัวเข่า เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 ซม. ภายในเต็มไปด้วยหนองเหลว ลักษณะเนื้อเยื้อและผิวหนังมีสีซีดเหลือง ปลายงวงซีดเหลือง ลิ้นและเนื้อเยื่อภายในช่องปากซีดเหลือง จึงเชื่อได้ว่าช้างตัวนี้ได้มีภาวะติดเชื้อรุนแรงจากบาดแผลและก้อนหนองภายในกล้ามเนื้อ ร่วมกับมีอายุค่อนข้างมาก ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง จึงทำให้เกิดภาวะติดเชื้อและตายลง

ทั้งนี้ ลักษณะกระสุนลูกเกลียวจากการผ่าออกมาเป็นสนิมผุกร่อน คาดว่าอยู่ภายในตัวของช้างป่ามากกว่า 1 ปี เมื่อดำเนินการผ่าพิสูจน์ซากช้างป่าและทราบสาเหตุของการเสียชีวิตแล้ว จึงร่วมกันทำลายซากช้างป่าด้วยวิธีการฝังกลบ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค