สำนักศิลปากรที่ 11 ปักหมุดแสดงแนวเขตโบราณสถานเมืองสงขลาเก่า ป้องกันบุกรุก
เมื่อวันที่ 25 เมษายน พนักงานดูแลและรักษาโบราณสถาน ร่วมกันปักแนวเขตโบราณสถาน ที่บริเวณป้อมหมายเลข 1 โบราณสถานเมืองสงขลาเก่า ในตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นภารกิจในโครงการปักหมุดเขตที่ดินโบราณสถานเมืองสงขลาเก่า เพื่อสร้างการรับรู้ ป้องกันการบุกรุกโบราณสถาน เดิมนั้น มีหมุดแสดงแนวเขตโบราณสถาน เมืองสงขลาเก่า ที่อยู่ในพื้นที่ตำบลหัวเขา และ ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จำนวน 153 หมุด ครอบคลุมพื้นที่โบราณสถาน 2,460 ไร่ จำนวน 153 หลักเขต แต่จากการสำรวจเมื่อปี 2565 จำนวนหลักเขตเหลือเพียง 37 หลักเขต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ผู้บุกรุกแนวเขตโบราณสถานอ้างว่า ไม่ทราบแนวเขตที่ชัดเจน
การเข้าสำรวจแนวเขต และ หมุดที่ปักเอาไว้พบว่า มีพื้นที่ส่วนหนึ่งถูกบุกรุกด้วยการสร้างที่อยู่อาศัย และอ้างว่าอยู่อาศัยกันมานาน ซึ่งกระทบกับโบราณสถาน

นายนิรันดร์ นุ่มนวล ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา กล่าวว่า การปักหลักเขตเพื่อแสดงแนวเขตที่ชัดเจน เป็นแนวทางในการป้องกันปัญหาการบุกรุกพื้นที่โบราณสถาน ซึ่งจริงๆ ชาวบ้านในพื้นที่ ต่างก็ทราบกันดี ว่าแนวเขตอยู่ตรงไหล่หลักเขต อยู่จุดใด แต่เมื่อหลักเขตเราหายไป จึงได้ดำเนินการปักขึ้นมาใหม่ ในส่วนที่มีการบุกรุกนั้น เตรียมที่จะหารือกับกรมธนารักษ์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน เพื่อแก้ปัญหา โดยนอกเหนือจากการปักแนวเขตที่ชัดเจนแล้วก็จะยังมีการชี้แจงกับชุมชน โดยเฉพาะในรายที่มีที่ดินติดกับเขตโบราณสถาน เพื่อให้มีความเข้าใจในเรื่องข้อกฎหมาย แนวทางปฏิบัติ และดูแลปกป้องเขตโบราณสถานร่วมกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในขณะที่แนวทางการป้องกันได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่การบูรณะ ในส่วนที่เสียหายกลับยังไม่ได้เกิดขึ้นโดยเฉพาะที่เขาน้อย ในจุดที่ถูกบุกรุกขุดดินออกไปจนกลายเป็นหน้าผาห่างจากฐานเจดีย์เขาน้อยอายุ 1400 ปีเพียง 34 เมตร โดยคดีบุกรุกเขาน้อยจุดนี้นั้นเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ผ่านพ้นมา 3 ฤดูฝน ที่ความเสียหายเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีการเหลียวแล ในการจัดสรรงบประมาณมาบูรณะ โดยเฉพาะเจ้าของพื้นที่อย่างจังหวัดสงขลา ที่กำลังอยู่ระหว่างการยื่นเรื่องให้พื้นที่บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลก
นายราม วสุธนภิญโญ ผอ.ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสงขลา กล่าวว่าทาง สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสงขลา เห็นความสำคัญจึงเตรียมที่จะหยิบยกปัญหานี้ หารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา แม้จะไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนี้ แต่ที่ผ่านมาก็ได้ให้ความสนใจและติดตามสภาพปัญหา พร้อมจัดประชุมรับฟังจากผู้เกี่ยวข้อง จึงเห็นความสำคัญ โดยเฉพาะข้อกังวลของภาคประชาชน จึงจะช่วยผลักดันในการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว

ปัจจุบันการบุกรุกเขตโบราณสถานเมืองสงขลาเก่านั้น เกิดขึ้นลดน้อยลง หลังจากเกิดคดีความขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ทำให้ประชาชนมีการรับรู้ เกิดความเข้าใจ รวมถึงเกิดความรักหวงแหนโบราณสถานมากขึ้น การบุกรุกในรายใหม่จึงเกิดขึ้นน้อยมาก แต่ในรายที่บุกรุกอยู่เดิม เป็นเรื่องที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้โบราณสถาน ยังคงอยู่อย่างทรงคุณค่า และ ก้าวสู่เมืองมรดกโลกอย่างงดงามในอนาคต


