หน้าแรก ภูมิภาค ตร.บุกคุมตัว ...

ตร.บุกคุมตัว 2 ชายต้องสงสัย ฆ่าสุนัขทำเนื้อแดดเดียว ‘เจ้าของ’ ร่ำไห้ เล่านาทีเจอซาก

25.04.25 | 16:20 น.

ตร.อรัญ รวบตัวชาย 2 คน มือฆ่าสุนัขเพื่อนบ้าน ไปทำเนื้อแดดเดียว หลังมูลนิธิ วอชด็อก ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า

จากกรณี นายแสวง อายุ 68 ปี และ นายประสิทธิ์ อายุ 56 ปี ชาวบ้านใน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้ร่วมกันฆ่าสุนัขของ นายธวัชชัย เพื่อนบ้าน ด้วยการใช้ปืนยัง 1 นัด แล้วใช้ไม้ทุบจนตาย เพื่อนำไปทำเนื้อแดดเดียวไว้รับประทานเหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา

หลังเกิดเหตุ นายธวัชชัยได้เดินทางไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับนายแสวง ที่ สภ.อรัญประเทศ แต่ ผู้ก่อเหตุไม่ยอมเดินทางไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน โดยอ้างว่าสุนัขที่ตนฆ่าเป็นสุนัขของตนที่เลี้ยงไว้ นายธวัชชัยจึงตัดสินใจร้องเรียนไปยังมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ Watchdog Thailand Foundation (WDT) พร้อมภาพถ่าย ซึ่งต่อมาทางมูลนิธิได้นำรายละเอียดเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปโพสต์ในเฟซบุ๊กของมูลนิธิ จนเกิดเป็นกระแสไวรัลในเวลาต่อมา

ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เมษายน ทางมูลนิธิวอชด็อก ได้ส่งเจ้าหน้าที่ พร้อมกับทีมนักกฎหมาย ไปยัง สภ.อรัญประเทศ เพื่อติดตามคดีและเร่งรัดให้นำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้าน พ.ต.ท.กิตติพัศ ขจรพงศ์ชัยกุล สว.(สอบสวน) สภ.อรัญประเทศ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี พร้อมด้วยตำรวจชุดสืบสวน จึงได้เดินทางไปยังบ้านที่ก่อเหตุในพื้นที่หมู่ 1 ต.หันทราย เพื่อเชิญตัวนายแสวง และนายประสิทธิ์ มาสอบสอบสวน โดยแยกสอบคนละห้อง เบื้องต้นทั้ง 2 รายยังให้การภาคเสธ อ้างว่าสุนัขที่ฆ่าเป็นสุนัขของตนเอง ซึ่งไปกัดหมูที่เลี้ยงไว้ จึงตีจนตายและชำแหละเอาเนื้อมาทำเนื้อแดดเดียว

Advertisement

นายธวัชชัย เจ้าของสุนัข เปิดเผยว่า ตอนเช้าวันเกิดเหตุ ภรรยาตนบอกว่าได้ยินเสียงปืน 1 นัด แล้วเห็นหมาของตน 3 ตัว จากจำนวน 4 ตัว ที่เลี้ยงไว้ วิ่งกระเจิงเข้ามาในบ้านแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร จนกระทั่งช่วงบ่าย ตนกลับจากธุระเข้ามาบ้าน พบสุนัขที่เลี้ยงไว้เพียง 3 ตัว จึงตัดสินใจเดินไปยังบ้านของนายแสวง เพราะทราบมานานแล้วว่าครอบครัวนี้ชอบกินเนื้อสุนัข

นายธวัชชัยชัยกล่าวอีกว่า เมื่อไปถึงบริเวณเวณบ้านของนายแสวง ตนรู้สึกตกใจมากเมื่อเห็นมีเนื้อแดดเดียวผึ่งแดดอยู่ จึงสอบถามนายแสวง แต่เจ้าตัวไม่ตอบอะไร เพียงแต่กล่าวว่า “จะรีบไปทำธุระ” แล้วขึ้นรถขับออกไปทันที ตนจึงเดินสำรวจไปบริเวณรอบๆ บ้าน พบลิ้นสุนัข และขน กองอยู่ ซึ่งตนจำได้ว่าเป็นขนของ “ชมพู่” สุนัขของตน จึงรู้สึกสะเทือนใจ เสียใจ และสงสารชมพู่มาก ถึงกับน้ำตาไหล จึงถ่ายภาพทั้งหมดเป็นหลักฐาน แล้วไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับนายแสวง และร้องเรียนไปยังมูลนิธิวอชด็อก เพื่อให้ช่วยดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ

ภาพชมพู่ สุนัขที่หายไปกับเจ้าของ