ลูกสาว ผู้เสียชีวิตในรถฉุกเฉิน เผยเพียงไม่กี่วินาที หากรถแท็กซี่ป้ายเขียว หลบรถฉุกเฉิน คุณพ่อคงไม่เสียชีวิต
เมื่อวันที่ 29 เมษายน จากกรณีรถแท็กซี่ป้ายเขียวขับรถกีดขวางรถพยาบาลโรงพยาบาลป่าตอง ส่งผลให้ผู้ป่วยฉุกเฉินเสียชีวิตในรถพยาบาล
นางสาวเมย์ (นามสมมุติ) ลูกสาวผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ในวันดังกล่าวพ่ออายุ 77 ปี ได้ไปดูคนงานชาวเมียนมาเก็บผลสะตอที่อยู่ในสวนทุเรียนใกล้บ้าน ก่อนเกิดอาการหน้ามืดเป็นลม และญาติที่อยู่ด้วยกันรีบแจ้งไปที่หมายเลข 1669 เพื่อขอรถฉุกเฉินมารับตัว และได้รับการประสานจาก อบต.กมลา นำผู้ป่วยส่งต่อไปยังจุดรับเปลี่ยนรถที่ถนนกมลา-ป่าตอง เป็นรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลป่าตอง ก่อนส่งต่อไปที่โรงพยาบาลป่าตอง
ซึ่งในตอนขึ้นรถโรงพยาบาลป่าตอง คุณพ่อยังมีชีพจร และทำ CPR ในรถโดยตลอดระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาลป่าตอง แต่ระหว่างทางเกิดเหตุไม่คาดคิด รถพยาบาลที่เปิดไซเรนต้องชะลอความเร็วลง เนื่องจากมีรถแท็กซี่ป้ายเขียวขวางทางเข้ามาในถนนที่คับแคบ ก่อนที่แท็กซี่จะหักรถเข้าชนด้านข้างรถฉุกเฉิน ทำให้การช่วยเหลือล่าช้า จังหวะนั้นคุณพ่อยังมีชีพจร แต่เจ้าหน้าที่พยายามช่วยกันปั๊มหัวใจ หลังปั๊มหัวใจไม่ทัน อาการทรุดลงและเสียชีวิตภายในรถฉุกเฉิน
“จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อหรือแสดงความรับผิดชอบจากคนขับแท็กซี่ ในการติดต่อขอโทษหรือชี้แจงใดๆ ทำให้ญาติรู้สึกเสียใจและคาใจเป็นอย่างมาก ทางครอบครัวไม่ได้ต้องการเอาผิดรุนแรง เพียงต้องการให้เหตุการณ์นี้ขอให้เป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ใช้ถนนทุกคน เพียงแค่ขอให้ขยับหลบรถข้างทางเมื่อได้ยินเสียงไซเรน เหตุการณ์อาจไม่บานปลาย เหมือนไม่กี่วินาทีที่หลบนั้นอาจช่วยชีวิตคุณพ่อได้” นางสาวเมย์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของ อบต.กมลา ตลอดจนกล้องวงจรปิดริมทางเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน เรียกคนขับแท็กซี่มาสอบปากคำก่อนดำเนินคดีตามกฎหมาย และรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่เคร่งครัดกฎจราจร โดยคำนึงถึงความสำคัญของรถฉุกเฉินเป็นลำดับแรกเพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมซ้ำรอยต่อไปในอนาคต

