หน้าแรก ภูมิภาค เกษตรกรเฮ! ศา...

เกษตรกรเฮ! ศาลปกครองสงขลา รับฟ้องรัฐเพิกเฉย ไม่ใช้อำนาจตามกม. ทำราคาปาล์มตกต่ำ 

30.04.25 | 18:07 น.

คดีประวัติศาสตร์!ชาวสวนปาล์มเฮ ศาลปกครองสงขลารับฟ้อง 5 คดีเกษตรกร ยื่นฟ้องรัฐเพิกเฉยไม่ใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ทำราคาปาล์มตกต่ำ เผยพ่วงร้องป.ป.ช. ด้วย แฉ โรงงานลักไก่ ‘หีบน้ำมันเมล็ด’ ในปาล์มฟรีๆ ปีละเกือบ 3 พันล้าน ไม่คืนรายได้ให้เกษตรกรยาวนาน 56 ปีนับแต่มีการปลูกปาล์มในไทย


เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่จ.ตรัง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากสถานการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมันประสบภาวะวิกฤติหนักทั้งเรื่องราคาตกต่ำรายวัน และผลผลิตที่กองจนล้นโรงงานสกัด โดยล่าสุดราคารับซื้อรายงานโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง วันนี้ โรงงานรับซื้ออยู่ที่ 4.3-4.6 บาท/กก. แต่ลานเทย่อย รับซื้อไม่ถึง 4 บาท/กก. เพราะเสี่ยงขาดทุน เนื่องจากมีปาล์มติดคิวขายหน้าโรงงานจำนวนมาก วิกฤตที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะเกษตรกรและลานเทรายย่อยที่ประสบภาวะขาดทุน ทั้งส่วนต่างราคาขาด และน้ำหนักปาล์มที่ขาดหายไประหว่างรอคิวขายโรงงาน

ล่าสุดตัวแทนกลุ่มสภาปาล์มน้ำมันไทย กองทุนเพื่อเกษตรกรภาคประชาชน นำโดย พ.ต.อ.อธิศ ภักดีนามฉวี นายปัญญา จันทร์เพชร เกษตรกรจากอำเภอเมืองตรัง และนายภูมิ พิริยาภรณ์ ผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของแปลงปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลใหม่ เรื่องการฟ้องร้องคดีต่อศาลปกครองพิจารณาการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ทั้งแง่การออกนโยบายและการกำกับดูแลตามอำนาจหน้าที่อันเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมัน อาจเข้าข่ายบกพร่อง ละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ โดยล่าสุดศาลปกครองสงขลา ได้ไต่สวนมูลฟ้องพบว่ามีมูล และได้ประทับรับฟ้องไว้เพื่อไต่สวนพิจารณาต่อไปแล้ว

Advertisement

พ.ต.อ.อธิศ ภักดีนามฉวี ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากเกษตรกรชาวสาวนปาล์มน้ำมัน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในกรณีดังกล่าว เปิดเผยว่า เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ประกอบด้วย เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตรัง, นครศรีธรรมราช และ ภูเก็ต ได้ทำการร้องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และยื่นศาลปกครองสงขลา ฟ้องสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เป็นจำเลยที่ 1, กรมการค้าภายใน จำเลยที่ 2, คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ จำเลยที่ 3, อธิบดีกรมการค้าภายใน จำเลยที่ 4 และ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ จำเลยที่ 5 เพื่อเอาผิดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ และราคาที่ไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกร โดยอ้างข้อมูลจากการเก็บหลักฐานในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา ที่เกษตรกรต้องประสบปัญหากับราคาผลผลิตตกต่ำอย่างรุนแรง และหลักฐานอ้างอิงเชิงวิชาการจากทุกแหล่งประกอบเป็นหลักฐานในยื่นฟ้อง

พ.ต.อ.อธิศ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้สำหรับคดีที่ฟ้องศาลปกครอง สืบเนื่องมาจากพวกตน ซึ่งอยู่ในกลุ่มสภาปาล์มน้ำมันภาคประชาชนที่ตั้งกลุ่มขึ้นมาทางเฟซบุ๊ก โดยตนในฐานะผู้ได้รับมอบอำนาจจากชาวสวนปาล์ม ได้จัดคำฟ้องศาลปกครอง โดยมีเกษตรกรผู้ร่วมกันฟ้อง 12 ราย ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช แต่ศาลฯพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่าควรแยกฟ้องเป็น 12 คดี ตามภูมิลำเนาของเกษตรกรผู้เสียหาย ต่อมามี 2 รายที่ติดขัดในการดำเนินการ เหลือฟ้อง 10 คดี แบ่งเป็น เกษตรกรชาวตรังฟ้องศาลปกครองสงขลา 5 สำนวนคดี โดยศาลปกครองสงขลาได้ตรวจเอกสารหลักฐานในคำฟ้อง ตลอดจนข้อกฎหมาย และกฎสำคัญในทางปกครองแล้วเห็นว่าคดีมีมูลความจริง ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องทั้งหมดเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่วนอีก 5 สำนวนคดี อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของศาลปกครองภูเก็ต นครศรีธรรมราช และสตูล โดยผู้ที่ถูกฟ้องตั้งแต่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ , คณะอนุกรรมการข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ที่มีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกร

พ.ต.อ.อธิศ กล่าวว่า คำฟ้องเกี่ยวเนื่องกับการไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ 1.พ.ร.บ.ว่าราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 คือ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นกรรมการ และคณะกรรมนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ(กนป.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และรวมถึงคณะอนุกรรมการทั้ง 2 คณะด้วย 2.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และ 3.พ.ร.บ.โรงงาน 2535 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ออกประกาศกำหนดให้โรงงานสกัด ต้องสกัดน้ำมันปาล์มดิบให้ได้ไม่น้อยกว่า 18% แต่ในปี 2567 ราคาปาล์มตกต่ำเหลือเฉลี่ยราคารับซื้อที่ประมาณ 14-16 % น้ำมันเท่านั้น ซึ่งรมว.อุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เกี่ยวข้องด้วย โดยคำฟ้องคดีใช้ฐานข้อมูลต้นปี 2567 ถึงวันที่ยื่นคำฟ้อง 13 สิงหาคม 2567

พ.ต.อ.อธิศ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาตามคำฟ้อง เกษตรกรผู้ฟ้องได้รับความเสียหายและขาดประโยชน์อันควรได้ตลอดมา อันเนื่องมาจากผู้มีอำนาจออกประกาศบังคับใช้และควบคุมดูแลตามกฎหมาย ไม่ได้ดำเนินการ โดยจากข้อมูลของกรมการค้าภายใน สามารถจำแนกความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเกษตรกร แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ความเสียหายที่โรงงานรับซื้อผลผลิตในราคาที่ต่ำโดยอ้างเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มดิบ(CPO) ต่ำ เพราะผลผลิตไม่มีคุณภาพ และอ้างภัยแล้ง ซึ่งไม่เป็นความจริง และประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายไม่เคยมองมาก่อน คือ 2.ทวงคืนราคาที่โรงงานได้จากการจำหน่ายเมล็ดในปาล์มที่ยังไม่สกัด ในอัตรากิโลกรัมละ 25 บาท และราคาน้ำมันเมล็ดในปาล์ม(CPKO) กิโลกรัมละ 53 บาท ซึ่งต้องคืนให้กลับเกษตรกร ตามที่ได้มีการกำหนดไว้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ 2542 ในเรื่องการกับดูแลความเป็นธรรมในการซื้อขายผลผลิตจากเกษตรกร เพราะแต่ตั้งแต่มีการปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทยมาตั้งแต่ 2512 โดยเริ่มจากนิคมสร้างตนเองที่จังหวัดสตูลจำนวน 20,000 ไร่ และเกิดธุรกิจปาล์มน้ำมันในประเทศไทย แต่เกษตรกรไม่เคยได้รับส่วนแบ่งจากอัตราน้ำมันเมล็ดในปาล์ม ซึ่งมีมติครม.รองรับไว้ชัดเจนในเรื่องของการคิดคำนวนสัดส่วนน้ำมันเมล็ดในปาล์ม และที่มาประโยชน์ในส่วนนี้ตกอยู่กับโรงงานไปฟรีๆ และหากมีการเฉลี่ยคืนให้กับเกษตรกรอย่างที่ควรได้ จะเกิดเป็นประโยชน์พึงได้รับแก่เกษตรกรถึง 1 บาทเศษต่อกิโลกรัมเลยทีเดียว โดยมีการคำนวณไว้ว่า ในปีหนึ่งๆ ประโยชน์อันพึงได้ในส่วนนี้ของเกษตรกรสูงถึง 2-3 พันล้านบาท ที่หายไปในระบบโรงงาน

พ.ต.อ.อธิศ กล่าวว่า เรื่องโครงสร้างราคาปาล์มน้ำมัน หรือผลปาล์มทลาย พอหีบแล้วจะเป็นน้ำมันปาล์มดิบ(CPO) จากนั้นเอา CPO ไปกลั่นเป็นน้ำมันพืชให้ประชาชนได้บริโภคในครัวเรือน แต่ในขั้นตอนการสกัดน้ำมันปาล์มนั้น จะได้ 2 ส่วนคือ 1.น้ำมัน CPO จากเนื้อปาล์มส่วนนอกที่เป็นสีส้ม และ 2.น้ำมันปาล์มที่ออกมาจากกะลาเนื้อสีขาวเป็นน้ำมัน CPKO หรือน้ำมันจากเมล็ดในปาล์ม ซึ่งในตลาดโลก เช่น ประเทศมาเลเซียจะคำนวณราคาน้ำมันที่ได้จากเมล็ดในปาล์ม คืนกลับให้เกษตรกรเจ้าของผลผลิต และมีการเผยแพร่ผ่านทางระบบเว็บไซต์ของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งประเทศมาเลเซีย ให้คนทั่วโลกดูได้ แต่ประเทศไทยไม่เคยมี

“ตั้งแต่มีธุรกิจปาล์มน้ำมันเกิดขึ้นในประเทศไทย และมีการกำหนดราคารับซื้อ ผู้ประกอบการโรงงานไม่เคยคำนวณราคาที่ได้จากน้ำมันเมล็ดในปาล์ม(CPKO) คืนให้แก่เกษตรกรเลย ทั้งนี้ อ้างอิงข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่าในปี 2567 ที่ผ่านมา ผลผลิตปาล์มน้ำมันไทยมีประมาณ 18 ล้านตัน โดยปาล์มทลาย 100 กิโลกรัมจะมีเมล็ดในปาล์ม 5.5% ซึ่งเฉพาะเมล็ดในปาล์ม ราคาขายกิโลกรัมละ 25 บาท อ้างอิงจากประกาศราคารายวันของกรมการค้าภายใน ดังนั้นประโยชน์ในส่วนนี้คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,400 ล้านบาท ซึ่งเกษตรกรไม่เคยได้รับเลย”พ.ต.อ.อธิศ กล่าว