ปริญญา พุทธาภิบาล
นักวิจัยธรณีศาสตร์ โชว์ผลศึกษา
ประเมินความเสี่ยง-แนวโน้มแผ่นดินไหว
หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา ที่มีแรงสั่นสะเทือนมาถึงพื้นที่ประเทศไทย รวมทั้งส่งผลกระทบทำให้สิ่งก่อสร้างทรุดตัว มีรอยร้าวตามอาคารในพื้นที่ต่างๆ นั้น นักวิชาการด้านธรณีวิทยาได้ให้ข้อมูลต่อเรื่องแผ่นดินไหวในประเทศไทย
โดย “ดร.ปริญญา พุทธาภิบาล” นักธรณีวิทยา นักวิจัยธรณีศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี เปิดเผยว่า หลายคนถามว่าแผ่นดินไหวทั่วโลกเกิดถี่ขึ้นจริงหรือ ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวลำดับใดของโลก ภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคใต้ และภาคอื่นๆ เป็นอย่างไร ทำไมจึงมีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวไม่เท่ากัน กาญจนบุรีเสี่ยงมากไหม โอกาสเกิดสึนามิในเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ฯลฯ ทั้งนี้โลกเป็นพลวัต มีธรรมชาติเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เคยมีการประเมินกันว่าแผ่นดินไหวขนาด 2 ริกเตอร์ เกิดขึ้นทั่วโลกปีละ 1 ล้านครั้ง ขนาด 3 ริกเตอร์ ประมาณ 1 แสนครั้งต่อปี ขนาด 4 ริกเตอร์ ประมาณ 1.2 หมื่นครั้งต่อปี เมื่อมองในบริบทธรณีสัณฐานของโลกแล้ว พื้นที่ประเทศไทยโดยรวมมีเสถียรภาพสูงแห่งหนึ่งของโลกที่ค่อนข้างปลอดจากการเกิดแผ่นดินไหวโดยเฉพาะที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม พื้นที่บริเวณแนวรอยเลื่อนมีพลังในประเทศไทย ถือเป็นพื้นที่เฝ้าระวังที่มีความเสี่ยงต่อพิบัติภัยแผ่นดินไหวระดับต่ำถึงระดับปานกลาง (<6 ริกเตอร์) สิ่งก่อสร้างที่ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างดีคงไม่ได้รับผลกระทบ หรืออาจแค่เสียหายเล็กน้อย กล่าวคือมีความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายระดับน้อยถึงปานกลาง เมื่อเปรียบเทียบสภาพธรณีวิทยาสัณฐานกันโดยละเอียดแล้ว โอกาสที่ประเทศไทยจะเผชิญพิบัติภัยแผ่นดินไหวรุนแรงโดยตรงเป็นบริเวณกว้าง แบบญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เมียนมา จีนตอนใต้ นิวซีแลนด์ หมู่เกาะแปซิฟิกใต้ ชิลี เฮติ หรือชายฝั่งแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกานั้นน้อยมาก แผ่นดินไหวขนาดปานกลางระดับตื้นและตื้นมากต่างหากที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อความเป็นปกติสุขต่อพื้นที่ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่เกิดจากรอยเลื่อนมีพลังนั้นๆ ไม่แพ้แผ่นดินไหวระดับรุนแรงจากระยะไกลที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และแผ่นดินไหวมัณฑะเลย์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันที่ 28 มีนาคม 2568
“กรณีศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี ธรณีสัณฐานของโลกแสดงภาวะสมดุลแรงของแผ่นดินซุนดารวมถึงประเทศไทย (ซ้าย) และความหนาแน่นของการกระจายตัวของแผ่นดินไหวขนาดกลางและขนาดใหญ่ตามแนวรอยต่อแผ่นธรณี (ชั้นเปลือกโลก+ชั้นเนื้อโลกส่วนบนสุด) และรอยเลื่อนมีพลังที่เกี่ยวเนื่อง กาญจนบุรีกับความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหว กาญจนบุรีประสบแผ่นดินไหวขนาดเล็ก (<4 ริกเตอร์) เป็นครั้งคราว และแผ่นดินไหวขนาดกลาง (5.9 ริกเตอร์) ในปี พ.ศ.2526 หนึ่งครั้งที่ อ.ศรีสวัสดิ์ แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ระยะไกลสามารถส่งผลกระทบต่อจังหวัดกาญจนบุรีได้ กรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่สุมาตรา ขนาด 9.2 ริกเตอร์
เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 มีศูนย์กลางการเกิดในทะเลอันดามัน บริเวณทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา อยู่ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีประมาณ 1,400 กิโลเมตร เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างผลกระทบและความตื่นตระหนกไม่น้อยต่อชุมชนในเขตจังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะ อ.สังขละบุรีและทองผาภูมิ พื้นที่ภาคตะวันตก ภาคกลางและชายทะเลฝั่งตะวันตกของแหลมไทย คราวนั้นมี 2 ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าสนใจติดตามเกี่ยวกับน้ำใต้ดินและน้ำพุร้อนตามแนวรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ กล่าวคือ ชาวบ้านสังเกตเห็นน้ำในบ่อน้ำร้อนบ้านหินดาดในเขต อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี มีสภาพขุ่นขาวและอุณหภูมิของน้ำในบ่อสูงขึ้นมากผิดปกติช่วงเกิดแผ่นดินไหวข้างต้น
อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นที่บ้านเขาหลาว ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี น้ำในบ่อน้ำผิวดินของชาวบ้านเขาหลาวมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นมากจากปกติ 29 องศาเซลเซียส เป็น 48 องศาเซลเซียส ในวันที่ 28 ธันวาคม 2547 และอุณหภูมิลดลง 2 องศาเซลเซียส ทุก 24 ชั่วโมง และใช้เวลา 9-10 วัน กว่าอุณหภูมิจะลดลงสู่สภาวะปกติ
เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความเข้าใจเกี่ยวกับรอยเลื่อนมีพลังและธรณีพิบัติภัยแผ่นดินไหวใน จ.กาญจนบุรีและพื้นที่ข้างเคียง มหาวิทยาลัยมหิดลได้สนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อทำการศึกษาวิจัยธรณีสัณฐานและลักษณะโครงสร้างของรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์และรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ โดยบูรณาการธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ กับความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดแผ่นดินไหวในจังหวัดกาญจนบุรี และพื้นที่ข้างเคียง การวัดอัตราการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนทั้งสอง การติดตามตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของแหล่งน้ำพุร้อนและบ่อน้ำบาดาลตามแนวรอยเลื่อนมีพลังทั้งสอง โดยข้อสรุปผลการศึกษาโดยสังเขป คือ ข้อมูลการขุดร่องสำรวจรอยเลื่อนโบราณในอดีต พบว่าเคยเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงมาแล้วเป็นระยะ ช่วงแรกเกิดขึ้นเมื่อ 3-6 แสนปีที่แล้ว 3 ครั้ง ช่วงที่สอง 1.8-2.4 แสนปี 2 ครั้ง ช่วงที่สาม 6-7 หมื่นปี 1 ครั้ง และช่วงที่สี่ 2.2 หมื่นปี (ที่แล้ว) 1 ครั้ง
พบร่องรอยการเกิดแผ่นดินไหวในอดีตเพิ่มอีก 4 ครั้ง โดยแผ่นดินไหว 2 ครั้งแรกเกิดขึ้นในพื้นที่รอยเลื่อนย่อยศรีสวัสดิ์ ในเขตพื้นที่บ้านทุ่งมะกอก ต.องค์พระ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เมื่อประมาณ 16,000-16,800 และ 10,500-7,400 ปีที่แล้ว ขนาดสูงสุดประมาณ 7.0 ริกเตอร์, ครั้งที่ 3 พบในโซนรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ เกิดจากรอยเลื่อนย่อยเขาแหลม ในพื้นที่บ้านองธิ ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยเกิดแผ่นดินไหวเมื่อประมาณ 7,000 ปีที่แล้ว ขนาดสูงสุดประมาณ 7.0 ริกเตอร์ มีอัตราการเคลื่อนตัว 0.28 มิลลิเมตรต่อปี, ครั้งที่ 4 เกิดจากส่วนปลายด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ในพื้นที่บ้านซองกาเลีย ต.ปรังผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
เมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว ขนาดสูงสุดประมาณ 7.10 ริกเตอร์ มีอัตราการเคลื่อนตัว 0.57 มิลลิเมตรต่อปี”
อาจารย์ปริญญากล่าวอีกว่า ผลการศึกษาแผ่นดินไหวโบราณจากการขุดร่องสำรวจ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าคาบการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ปานกลางแต่ละครั้งยาวนานนับพันปี, การวัดอัตราการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนด้วยเครื่องวัดพิกัดดาวเทียม (GPS) ผลการตรวจวัดการเคลื่อนตัวของแผ่นดินสองฝั่งรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์และรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ ภายใต้โครงการศึกษารอยเลื่อนทั้งสองกับแผ่นดินไหวในช่วง 4 ปีของโครงการ (2548-2552) ไม่พบการเคลื่อนตัวของจุดอ้างอิงต่างๆ ที่มีนัยสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการตรวจวัดอัตราการเคลื่อนตัวของแผ่นดินในเขตซุนดา โดยระบบวัดค่าพิกัดดาวเทียมแบบ SEANERGES GPS ที่พบว่าในส่วนของประเทศไทยนั้น การเคลื่อนตัวของหลายตำแหน่งในพื้นที่ภาคเหนือ และบริเวณแหลมไทยมีอัตราระหว่าง 2 มิลลิเมตรต่อปี และ 2-3 มิลลิเมตรต่อปีตามลำดับ ส่วนบริเวณพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตก การเคลื่อนตัวอยู่ที่ประมาณ 1 มิลลิเมตรต่อปี
“ส่วนอุณหภูมิน้ำพุร้อนกับการเกิดแผ่นดินไหว ประเทศไทยมีแหล่งน้ำพุร้อนที่พบแล้วมากกว่า 90 แห่ง ส่วนใหญ่พบในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้ แหล่งน้ำพุร้อนข้างต้นทั้งหมดเกิดในบริเวณแนวรอยเลื่อนมีพลัง และมีความสัมพันธ์กับรอยเลื่อนมีพลังโดยตรง จากการติดตามตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ระดับน้ำ และสมบัติทางกายภาพอื่นๆ ของน้ำบาดาลและน้ำพุร้อนแบบอัตโนมัติ ในบ่อสังเกตการณ์ที่เจาะตามแนวรอยเลื่อนโดยเฉพาะรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ 7 บ่อ ในช่วง 4 ปีของโครงการ ไม่พบค่าผิดปกติที่มีนัยสำคัญ นอกจากการผันแปรตามฤดูกาล ข้อมูลจากการศึกษาอุณหภูมิของน้ำพุร้อนที่พื้นผิวดิน พบว่าอุณหภูมิน้ำพุร้อนในแหล่งภาคเหนือ และภาคใต้มีอุณหภูมิ 80-100 องศาเซลเซียส และ 60-79 องศาเซลเซียส ตามลำดับ ส่วนอุณหภูมิน้ำพุร้อนในแหล่งภาคกลางและภาคตะวันตก มีอุณหภูมิต่ำกว่ามากเพียง 37-59 องศาเซลเซียส ลักษณะที่ปรากฏเช่นนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ารอยเลื่อนมีพลังซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดน้ำพุร้อนในภาคเหนือและภาคใต้ มีการขยับตัวหรือไหวตัวบ่อยครั้งมากกว่าและรุนแรงกว่ารอยเลื่อน รูปที่ 4 แผนที่แสดงการกระจายตัวของแหล่งน้ำพุร้อนต่างๆ ในประเทศไทย และอุณหภูมิน้ำร้อน (กรมทรัพยากรธรณี 2533)

ส่วนรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ (NW-SE) และรอยเลื่อนระนอง (NE-SW) พบว่าแนวการวางตัวของรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์พาดลงอ่าวไทยผ่านบ้านเขาหลาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี โดยส่วนที่อาจต่อเนื่องยาวลงไปในอ่าวไทย มีลักษณะการเหลื่อมกัน เหมือนถูกตัดผ่านด้วยรอยเลื่อนระนองที่วางตัวในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ ลักษณะเช่นนี้ ทำให้รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ซึ่งเป็นรอยเลื่อนแนวระดับเหลื่อมขวาถูกทอนพลังลงมากไม่สามารถเคลื่อนตัวได้อย่างอิสระ นอกจากนั้น การแปรความหมายข้อมูลธรณีฟิสิกส์จากการสำรวจในที่ลุ่มกรุงเทพฯตามแนวตั้งแต่บางเขนถึงสมุทรสงคราม ไม่พบว่ามีแนวรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ซ่อนอยู่ใต้ชั้นตะกอนบริเวณแนวดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประเทศเมียนมา (รัฐทวาย) และประเทศไทย ที่แนวรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ไม่ได้ผ่านเข้ามาใต้กรุงเทพมหานคร”
โดยสรุป ข้อมูลพื้นฐานที่มีในปัจจุบันบ่งชี้ว่า รอยเลื่อนสะกายในเมียนมามีระนาบของรอยเลื่อนเอียงเทไปทางตะวันตกนั้น เป็นคุณต่อรัฐทวายและประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรี การเลื่อนแบบเหลื่อมขวาทำให้แรงถูกถ่ายไปทางเหนือของเมียนมา ผ่านตะวันออกของนครย่างกุ้ง กรุงเนปยีดอ มัณฑะเลย์ และเมืองสะกายมากกว่า หลักฐานการเคลื่อนตัวของแผ่นดินและอุณหภูมิน้ำพุร้อนสะท้อนให้เห็นว่าภาคตะวันตกและภาคกลางมีความเสถียรต่อแผ่นดินไหวมากกว่าพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ และร่องรอยที่รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ อาจถูกตัดด้วยรอยเลื่อนระนอง ยิ่งทำให้ความมีพลังของรอยเลื่อนแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ถูกทอนพลังลงมาก รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์และรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ไม่ได้น่ากลัวมากอย่างที่จินตนาการ
“ต้องยอมรับว่าพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อธรณีพิบัติภัยแผ่นดินไหวระดับปานกลาง ที่สิ่งปลูกสร้างหลายประเภทต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง ว่าด้วยการก่อสร้างอาคารต้านแผ่นดินไหวอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น ส่วนของโอกาสเกิดสึนามิในเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณนั้นเป็นไปได้น้อยมาก เพราะสภาพธรณีวิทยาของชั้นหินที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มหินปูน หินทรายเนื้อแน่น มีชั้นหินพุและชั้นดิน (regolith) ค่อนข้างบาง มีพืชปกคลุมดินหนาแน่น ไม่ปรากฏโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่อ่อนไหวขนาดใหญ่ เช่น ระนาบชั้นหินและระนาบรอยเลื่อนที่วางตัวเอียงเทลงไปในทิศทางของอ่างเก็บน้ำทั้งสอง, มวลเศษหินดินทรายมีไม่มากพอที่จะถล่มลงไปในน้ำในตำแหน่งที่พอดีทำให้เกิดคลื่นสึนามิ, ความลาดชั้นอย่างเดียวไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดการเกิดดินถล่ม
แม้ในกรณีที่ถูกกระตุ้นด้วยคลื่นแผ่นดินไหวค่อนข้างรุนแรงระยะใกล้ๆ ก็ตาม สิ่งที่ผมห่วงไม่ใช่เรื่องน้ำล้นหรือน้ำกระฉอกที่อาจเกิดจากแผ่นดินไหว แต่เป็นเรื่องน้ำรั่วไหลออกจากอ่างหากเกิดหลุมยุบจากโพรงถ้ำหินปูนใต้ดินข้างตัวอ่างเก็บน้ำ หรือโพรงหินปูนที่รองรับอยู่ใต้อ่าง และหลุมยุบเหล่านั้นมีการเชื่อมกันใต้ดินในวงกว้าง ซึ่งเป็นธรรมชาติมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่า”


