อัศนี-ธีรวุฒิ
ชิงเก้าอี้นายกเล็ก‘นครเชียงใหม่’
วัดพลัง‘เพื่อไทย-ปชน.’
พื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ถือเป็นสนามเลือกตั้งที่ถูกจับตาเป็นพิเศษในการเลือกตั้งรอบนี้ เพราะนอกจากเป็นเทศบาลนครที่มีงบประมาณบริหารสูงกว่าปี 2,000 ล้านบาทแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางเมืองหลวงของภาคเหนือ ซึ่งพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของ จ.เชียงใหม่ ที่มีงบประมาณบริหารต่อปีสูงกว่า 2,000 ล้านบาท หากสามารถกุมอำนาจบริหารในท้องถิ่นของเมืองเชียงใหม่ไว้ได้ ย่อมส่งผลดีต่อการเลือกตั้งใหญ่ในอนาคตด้วย
การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัครนายกเทศมนตรี 5 ราย หมายเลข 1 น.ส.ปนันรัตน์ วิริยะกุลศานต์ จากกลุ่มเพื่อเชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนจากนางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์ หรือเจ๊ปุ้ย อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่ หมายเลข 2 นายธีรวุฒิ แก้วฟอง พรรคประชาชน หมายเลข 3 นายอัศนี บูรณุปกรณ์ อดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่สมัยที่ผ่านมา หมายเลข 4 นายการย์วิชญ์ วงษ์ทอง ผู้สมัครหมายเลข 4 กลุ่มก้าวอิสระ หมายเลข 5 ว่าที่ ร.ต.จอห์นนพดล วศินสุนทร ผู้สมัครอิสระ เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

ภาพรวมสนามนี้เป็นการแข่งขันระหว่าง 2 ผู้สมัครจากพรรคการเมืองใหญ่ คือ หมายเลข 2 นายธีรวุฒิ แก้วฟอง จากพรรคประชาชน และหมายเลข 3 นายกหน่อย อัศนี บูรณุปกรณ์ แชมป์เก่าสมัยล่าสุด ถือเป็นศึกรอบใหม่จากการเลือกตั้งสมัยที่ผ่านมา นายธีรวุฒิเคยพ่ายนายอัศนี ครั้งนี้จึงลงสนามขอล้างตาเทียบฟอร์มผู้สมัครทั้ง 2 ราย “อัศนี บูรณุปกรณ์” ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย โดย “นายกหน่อย อัศนี” เป็นหนึ่งในลูกหลานบ้านใหญ่ “บูรณุปกรณ์” ตระกูลการเมืองเก่าแก่ที่ผูกขาดเก้าอี้มายาวนาน นับตั้งแต่สมัย “ปกรณ์ บูรณุปกรณ์” นักการเมืองผู้ล่วงลับ เป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ 2 สมัย ตั้งแต่ปี 2541 ก่อนไปลงสนามการเมืองระดับชาติกับพรรคไทยรักไทย และส่งไม้ต่อให้ “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” พี่ชายลงเลือกตั้งในนามกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม นั่งบริหารต่ออีก 2 สมัย ระหว่างปี 2543-2550 ต่อมา “บุญเลิศ” หันไปลงเป็นนายก อบจ.เชียงใหม่ มี “ทัศนัย บูรณุปกรณ์” หลานชาย เข้ามานั่งบริหารเทศบาลต่อ 2 สมัย ก่อนขอยุติบทบาททางการเมืองกลับไปดูแลธุรกิจส่วนตัว ตระกูลบูรณุปกรณ์จึงส่ง “นายกหน่อย อัศนี” ลูกชาย “ประพันธ์ บูรณุปกรณ์” อดีต ส.ว.เชียงใหม่ พี่ชาย “บุญเลิศ” เป็นตัวแทนตระกูลเพื่อสนามการเมืองเต็มตัว หลังจากนั่งเรียนรู้งานการเมืองในตำแหน่งเลขาฯของ “ทัศนัย บูรณุปกรณ์” มาหลายปี โดยการเลือกตั้งสมัยที่ผ่านมา นายกหน่อย อัศนี ลงสนามในนามกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม ได้รับเลือกตั้งด้วย 19,198 คะแนน เอาชนะ “ชาตรี เชื้อมโนชาญ” สมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้ 16,713 คะแนน
การลงสมัครของ “นายกหน่อย” รอบนี้ ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย บนรอยร้าวในตระกูล “บูรณุปกรณ์” ด้วยช่วงการเลือกตั้งนายก อบจ.ปี 2563 ตระกูลบูรณุปกรณ์เกิดความขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นผลพวงการรัฐประหาร เมื่อนายบุญเลิศกลับมาลงสมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ สมัยที่ 2 พรรคเพื่อไทยก็ประกาศส่ง ส.ว.ก๊อง พิชัย เลิศพงศ์อดิศร และเป็น ส.ว.ก๊องที่คว้าชัยชนะไปครอง ประกอบกับช่วงหลังการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยข้ามขั้วไปจับมือพรรคพลังประชารัฐตั้งรัฐบาล ทำให้ “ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์” อดีต ส.ส.เขต 1 เชียงใหม่ ตัดสินใจลาออกจากสมาชิกพรรคประเภทตลอดชีพเข้าไปสังกัดพรรคส้ม สำหรับ “นายกหน่อย อัศนี” ชูนโยบายสานต่องานเดิม และเดินหน้าพัฒนาเมือง 9 ด้าน รวมทั้งในวันสมัคร มีทั้ง ส.ว.ก๊อง รวมทั้งอดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย เดินทางมาให้กำลังใจ ส่งผลให้กระแสสนับสนุนจากฝั่งบ้านใหญ่ “บูรณุปกรณ์” ส่อแววเสียงแตก

ด้านผู้สมัครพรรคประชาชน “เหมา ธีรวุฒิ แก้วฟอง” มีฐานเสียงสนับสนุนแน่นปึ้ก แม้การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา เหมา ธีรวุฒิ จะเคยปราชัยมาก่อน แต่ลงสนามรอบนี้ “เหมา ธีรวุฒิ” มีความมั่นใจมากขึ้น ด้วยฐานเสียงของพรรคประชาชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ไม่ย่อหย่อนลงเลย ทั้งฐานเสียงของ ส.ส.เขตของพรรคก้าวไกล 7 เขต จากการเลือกตั้ง ส.ส. 2566 โดยเฉพาะเขต 1 อ.เมืองเชียงใหม่ รวมทั้งการเลือกตั้ง อบจ.เชียงใหม่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แม้ ส.ว.ก๊องจะคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ได้คะแนนกว่า 380,000 คะแนน แต่ ดร.พันธุ์อาจ จากพรรคประชาชน ได้คะแนนรวมกว่า 360,000 คะแนน ถือเป็นเสียงสนับสนุนที่พรรคเพื่อไทยประมาทไม่ได้ ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากการสนับสนุนของพี่น้อง “ทัศนีย์-ทัศนัย บูรณุปกรณ์” ยิ่งกว่านั้นทีม ดร.พันธุ์อาจยังคว้าที่นั่ง ส.อบจ.เขตเมืองเชียงใหม่ได้ถึง 4 จาก 5 ที่นั่ง สะท้อนถึงฐานเสียงสนับสนุนจำนวนไม่น้อยในพื้นที่เขตเมือง ทั้งๆ ที่นายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงคนสำคัญของเพื่อไทย ลงพื้นที่มาช่วยหาเสียงด้วยตัวเองตั้งแต่วันแรกที่เปิดรับสมัครจนถึงโค้งสุดท้ายก่อนวันหย่อนบัตรลงคะแนน
จากคะแนนเสียงในการเลือกตั้งหลายๆ ครั้ง สะท้อนถึงกระแสความนิยมของพรรคประชาชนที่เพิ่มขึ้น ยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้ “เหมา ธีรวุฒิ” มากกว่าการเลือกตั้งสมัยที่ผ่านมา ครั้งนี้ “เหมา ธีรวุฒิ” ชูวิสัยทัศน์การพัฒนาเชียงใหม่เป็นเมือง “อยู่ม่วน-กินดี-มีสุข” ผลักดันนโยบาย “เชียงใหม่ต้องเปลี่ยน เพื่อเป็นเมืองที่อยู่ได้จริง” มีแผนพัฒนาเมือง 3 แนวทางหลัก “เชียงใหม่ต้องอยู่ม่วน” ปรับปรุงระบบขนส่งมวลชน พัฒนาฟุตปาธ ถนน ตรอกซอกซอยให้ปลอดภัยและเป็นระเบียบ, “เชียงใหม่ต้องกิ๋นดี” กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ดันธุรกิจใหม่ ส่งเสริมผู้ประกอบการ และสร้างพื้นที่สาธารณะที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มคน และ “เชียงใหม่ต้องมีสุข” พัฒนาเมืองให้เป็นเมืองสุขภาพดี ดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และปรับปรุงสวัสดิการที่จำเป็น อีกเรื่องที่เน้นย้ำ คือ สิ่งแวดล้อม การรับมือปัญหาฝุ่น PM2.5 การบริหารจัดการขยะ และระบบน้ำของเมือง เพื่อให้เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดี
การเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ทำให้แกนนำทั้ง 2 พรรคระดมสรรพกำลังมาช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ ฝั่งพรรคเพื่อไทย มีทั้งแกนนำพรรค ผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งนายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาช่วยหาเสียง ขณะที่พรรคประชาชน ส่งทัพหลวง ทั้งหัวหน้าเท้ง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า แม้กระทั่ง “วีระเดช ภู่พิสิฐ” นายก อบจ.ลำพูน ต่างหมุนเวียนกันขึ้นมาช่วยหาเสียงอย่างต่อเนื่อง
ส่วนวันเลือกตั้ง 11 พฤษภาคม ผู้ใดจะคว้าชัยชนะได้สำเร็จ อยู่ที่การตัดสินใจของชาวเทศบาลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 94,580 คน หากแชมป์เก่าคว้าชัยชนะ ถือได้ว่าพรรคเพื่อไทยกอบกู้ศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าของพื้นที่เมืองหลวงเสื้อแดงได้สำเร็จ ทั้งตระกูลบูรณุปกรณ์ยังรักษาเก้าอี้ไว้ได้ แต่หากพรรคประชาชนเจาะพื้นที่ยุทธศาสตร์ได้ตามเป้าหมาย จะเป็นชัยชนะอีกครั้งในสนามเทศบาล ที่มีผลต่อการเลือกตั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน


