‘แป้งสาคูต้นพัทลุง’
สินค้าGIภูมิปัญญาท้องถิ่น
สร้างมูลค่า-รักษาระบบนิเวศ
แป้งสาคูต้นพัทลุง เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ของจังหวัด โดยความร่วมมือระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง คณะทำงานและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ทางภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและนานาชาติ
สำหรับต้นสาคูเป็นพืชตระกูลปาล์ม เป็นไม้เนื้ออ่อน งอกงามในพื้นที่ป่าริมน้ำ ซึ่งพบในภาคใต้ของประเทศไทยเท่านั้น สาคูเป็นพืชที่มีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมได้ดี ทนแล้งได้และอยู่ในสภาวะน้ำท่วมก็อยู่ได้
นายสุพจน์ และนางสุมาลี หนูขาว สามีภรรยา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตแป้งสาคูต้นบ้านบอนห้วยหมาก 192 หมู่ 12 ต.ชัยบุรี อ.เมืองจ.พัทลุง บอกว่า พื้นที่ตำบลชัยบุรีมีความอุดมสมบูรณ์ และต้นสาคูพบมากในพื้นที่ ในอดีตแป้งสาคูจะทำขายกันในชุมชน กระทั้งในช่วงโควิดได้รับความนิยมสูงมาก ประชาชนเริ่มขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งแป้งสาคูเป็นสินค้าที่ขายดี ในแต่ละเดือนผลิตมากกว่า 500 กิโลกรัม จนต้นสาคูที่เหมาะแก่การทำแป้งสาคูในพื้นที่มีไม่เพียงพอ ต้องออกไปซื้อต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นสตูล ตรัง สงขลา ราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท ปัจจุบันนี้ กลุ่มผลิตแป้งสาคูมีหลายกลุ่มเพิ่มขึ้น ทั้งในอำเภอเมืองพัทลุง อำเภอควนขนุน ในตอนนี้การผลิตคงที่ ไม่มากเหมือนที่ผ่านมา
นายสุพจน์กล่าวต่อว่า ขั้นตอนการผลิตแป้งสาคูเริ่มจากโค่นต้นสาคู โดยตัดบริเวณโคนต้น จากนั้นตัดก้านใบและยอดออก ใช้ตัดลำต้นออกเป็นท่อนๆ ถากเปลือกลำต้นออกจนหมด ให้เหลือเนื้อลำต้นที่มีสีขาว จากนั้นนำต้นสาคูเข้าเครื่องบดหรือเครื่องสับให้เป็นผง แต่การทำมือแบบดั้งเดิมจะใช้แผ่นไม้ตอกตะปูเป็นแผงถี่ๆ แล้วใช้ขูดแยกแป้งออกนำผงสาคูขูดมาผสมน้ำ และคั้นน้ำหลายรอบ จนได้น้ำแป้งขาวข้น ปล่อยให้แป้งตกตะกอน จนมีการแยกชั้นแป้งออกจากน้ำ จากนั้นน้ำแป้งที่ได้ร่อนจนเป็นเม็ด นำไปตากแดดจนแห้งสนิท ซึ่งใช้เวลา 1-2 วัน หรืออบในตู้อบก่อนบรรจุใส่ถุงปิดให้สนิท แป้งสาคูสามารถเก็บได้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 2 ปี
ในวิธีปรุงแนะนำโดยเริ่มจากต้มน้ำให้เดือด ค่อยๆ ใส่แป้งสาคูลงไป คนตลอดเวลา เติมน้ำตาลทรายจนสุกใส แล้วราดด้วยหัวกะทิที่ผสมเกลือเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อม ตอนนี้ตนกำลังจะเจาะกลุ่มตลาดในประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นตลาดใหม่ หากสามารถส่งแป้งสาคูขายได้จะเพิ่มตลาดได้กว้างขึ้น ถึงตอนนี้ยังติดอยู่ที่กระบวนการขอเครื่องหมาย ฮาลาล ถ้าทางกลุ่มสามารถผ่านได้ ก็เพิ่มยอดขายได้มากขึ้น
นายยิ่งเจริญ ขวัญสกุล พ่อค้าขายแป้งสาคู เปิดเผยว่า แป้งสาคูได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งในพื้นที่และต่างถิ่น โดยลูกค้าส่วนใหญ่เคยซื้อไปลองชิมหรือซื้อไปฝากญาติพี่น้อง และมักกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยแป้งสาคูที่นำมาจำหน่ายนั้น ตนรับซื้อมาจากกลุ่มผู้ผลิตในชุมชนอีกทอดหนึ่ง ก่อนนำมาแบ่งขายให้ลูกค้าตามปริมาณที่ต้องการ โดยยอดขายในแต่ละเดือนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

“มองว่าภาครัฐควรเข้ามาสนับสนุนการผลิตแป้งสาคูในรูปแบบดั้งเดิม ผ่านการสนับสนุนเครื่องมือผลิตที่เหมาะสม การจัดอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต การส่งเสริมช่องทางการจำหน่าย และสนับสนุนให้กลุ่มผู้ผลิตเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ ตนเชื่อว่าแป้งสาคูจะสามารถเติบโตไปไกลกว่านี้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจชุมชนและการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น” นายยิ่งเจริญกล่าว
ด้าน นายสนธยา แก้วขำ ประธานมูลนิธิพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย ซึ่งมีบทบาทขับเคลื่อนดูแลกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในจังหวัดพัทลุง ระบุว่า ป่าสาคูในจังหวัดพัทลุงกำลังลดลงจนอยู่ในภาวะวิกฤต ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงโครงการพัฒนาต่างๆ โดยเฉพาะการขุดลอกคูคลอง ทำให้ป่าสาคูในจังหวัดพัทลุงที่เจริญเติบโตตามลุ่มน้ำหลักของจังหวัดพัทลุงจำนวน 7 ลุ่มน้ำรวมถึงลำคลองสาขาอีกนับร้อยสายน้ำจำนวนกว่า 3 พันไร่ ถูกทำลายเหลือเพียงประมาณกว่า 500 ไร่ ซึ่งถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤตทั้งต่อระบบนิเวศและการใช้ประโยชน์ของชุมชน โดยเฉพาะการนำมาแปรรูปเพื่อส่งจำหน่ายสร้างรายได้ จึงเห็นว่าทุกฝ่ายควรหันมาให้ความสำคัญต่อการฟื้นฟูดูแลป่าสาคูอย่างจริง
ทั้งนี้ โดยตัวของประธานมูลนิธิพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย และการหนุนเสริมองค์ความรู้จากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. จึงได้จัดทำแปลงปลูกสาคูต้นแบบในที่ดินของตัวเองจำนวน 5 ไร่ เป็นแห่งแรกของประเทศ โดยได้มีการปลูกต้นสาคูจำนวน 125 ต้นเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าสาคู เนื่องจากต้นสาคูเป็นพืชที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ กักเก็บคาร์บอน และยังช่วยกักเก็บน้ำป้องกันปัญหาภัยแล้ง รวมถึงยังให้น้ำสะอาดคืนกลับสู่ลำคลองจนกลายเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และเมื่อต้นสาคูเจริญเติบโตเต็มที่ก็สามารถนำมาแปรรูปสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน
ในขณะที่ ผศ.โพยมพร รักษาชล อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย การจัดการห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจปาล์มสาคู เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก บนฐานความสมดุลของระบบนิเวศในจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า จากการวิจัยพบว่าสาคู 1 ต้น หากนำมาแปรรูปเป็นแป้งสาคู เฉลี่ยต้นละ 100 กิโลกรัม จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงการบริโภคของประชาชนกว่า 150,000 บาท ซึ่งยังไม่นับรวมคุณค่าต่อระบบนิเวศที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ อีกทั้งแป้งสาคูยังมีคุณค่าที่ดีต่อสุขภาพ ทนต่อการย่อย มีคุณสมบัติเทียบเท่าเส้นใยอาหาร สามารถผ่านไปถึงลำไส้ใหญ่และถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ หากรับประทานเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ กลุ่มผลิตแป้งสาคูต้นบ้านบอนห้วยหมาก เลขที่ 192 หมู่ 12 ต.ชัยบุรีอ.เมือง จ.พัทลุง โทรศัพท์ 08-9468-8277 และ 09-3595-3078


