ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศจี้รัฐบาลประกาศชัดแหล่งที่มาสารพิษแม่น้ำกก-แม่น้ำสายเพื่อกำหนดเป้าหมาย-การเฝ้าระวัง แนะตรวจเข้ม-เตรียมแผนใหญ่รับมือ หวั่นสารโลหะหนักหลุดเข้าห่วงโซ่อาหาร
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหามลพิษข้ามแดนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก ที่เกิดจากกการทำเหมืองเถื่อนบริเวณต้นน้ำในเขตรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ว่าขณะนี้ภาครัฐมีท่าทียอมรับมากขึ้นว่าความขุ่นข้นและการปนเปื้อนสารพิษมีความสัมพันธ์กับเหมืองในเมียนมา ดังนั้นควรตั้งคณะทำงานเพื่อเจรจาแก้ปัญหาระหว่างประเทศ เพราะเป็นมลพิษข้ามแดน
น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมการเจรจาจะมีหน่วยงานไหนบ้าง ก็ต้องมาดูว่าผลกระทบมีอะไรบ้าง ผู้แทนไทยที่จะเข้าไปเจรจาเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนและแก้ปัญหาระยะยาว เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) ตัวแทนฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กรมประมง เพราะเริ่มเห็นความผิดปกติของปลาแต่สาเหตุยังไม่ชัดเจน ซึ่งประชาชนตั้งประเด็นว่าอาจเกิดจากสารพิษในน้ำ ก็ต้องรับฟัง ภาครัฐอย่าเพิ่งปฏิเสธ เนื่องจากเป็นเรื่องมลพิษข้ามแดน
“เมื่อดูเอกสารการตรวจวัดการปนเปื้อนในแม่น้ำทั้ง 2 สายและลำน้ำสาขา รู้สึกว่าภาครัฐยังขาดความตระหนัก และการมองความเชื่อมโยงว่าอะไรเป็นสาเหตุ อะไรจะเป็นผลระยะยาว การตรวจพบสารโลหะหนักเป็นตัวบ่งชี้ความเสื่อมโทรมของแม่น้ำ รายงานไม่บอกเหตุผลว่าสาเหตุมาจากอะไร การปนเปื้อนและความเสื่อมโทรมของน้ำที่ต้นน้ำในพม่ามีสาเหตุมาจากอะไร อยากให้ภาครัฐบอกให้ชัดเจนว่ามาจากเหมืองทอง เพื่อให้การตรวจวัดมีเป้าหมายและมีการเฝ้าระวังต่อเนื่อง หากมีการตั้งประเด็นว่าเกิดจากเหมืองทอง การตรวจวัดเน้นสารโลหะหนัก และต้องดูว่ามีสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับเหมืองทองหรือไม่”ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรนิเวศ กล่าว
น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวว่า การตรวจที่ดำเนินในตอนนี้เป็นแบบเฉพาะกิจ เฉพาะครั้ง และในพื้นที่ที่จำกัด โดยยังไม่เห็นนโยบายที่ชัดเจนและจริงจังของภาครัฐ ซึ่งควรมีนโยบายจาก ทส.และรัฐบาล ให้มีการเฝ้าระวังพื้นที่เพราะสองฝั่งแม่น้ำกกเป็นพื้นที่เกษตรที่ใช้น้ำจากน้ำกก
“ตอนนี้เรารู้แล้วสารหนูเกินค่า แม่น้ำกก แม่น้ำสาย มีการปนเปื้อนทั้งหมด ดังนั้นพื้นที่เกษตรจะมีการสะสมสารโลหะหนักหรือไม่ ต้องมีนโยบายชัดเจนเร่งด่วน ก่อนสารพิษจะสะสมและหลุดเข้าห่วงโซ่อาหารซึ่งจะลามกระทบในวงกว้างขึ้น”น.ส.เพ็ญโฉม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการเก็บตัวอย่างที่นำมาตรวจควรครอบคลุมแค่ไหน เพียงใด ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรนิเวศกล่าวว่าจุดเก็บตัวอย่างจะต้องบอกว่ารอบๆ เป็นอะไร เช่น พื้นที่เกษตร พื้นที่ทำประมง หากเป็นพื้นที่เกษตร ต้องระบุแปลงเกษตรว่ามีกี่ไร่ที่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำตรงนี้ โดยเฉพาะที่มีสารหนูเกิน ควรตีกริด(ตาราง)ดูว่าการใช้น้ำจากแม่น้ำเป็นอาณาบริเวณแค่ไหน กี่ไร่ ตีกริดเพื่อสุ่มตรวจเก็บตัวอย่างดิน น้ำ พืชผลการเกษตร
เมื่อถามว่าภาครัฐอาจกังวลว่าจะทำให้พืชผลขายไม่ได้หรือไม่ เพ็ญโฉมกล่าวว่า ว่าต้องมองเชื่อมโยงกันหน่วยงานรัฐไม่ต้องการให้พูดเรื่องนี้เพราะอะไร เพราะเกรงจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ จึงทำให้ไม่อยากตรวจอย่างจริงจัง หรือกลัวว่าจะสร้างความตื่นกลัว ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจ รวมทั้งมีปัญหาเรื่องงบประมาณ เพราะการตรวจพื้นที่กว้างใช้งบประมาณเยอะ เราไม่ทราบว่ามีงบเพียงพอหรือไม่ ทั้งที่กรณีนี้ใกล้เคียงภัยพิบัติเพียงแต่ยังไม่ประกาศภัยพิบัติ
น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวว่า ปัจจัยเหล่านี้ต้องชั่งน้ำหนักว่ามากน้อยแค่ไหน การประเมินความเสี่ยงของรัฐ ความกังวลถึงผลกระทบเศรษฐกิจที่กลัวขายพืชผลไม่ได้ ถ้ามีการใช้น้ำแม่กกทำเกษตรแล้วตรวจพบว่าดินและผลิตผลมีการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักอื่นๆ เกินค่ามาตรฐานอาหารที่ปลอดภัย รัฐส่วนกลางและท้องถิ่นควรวางแผนหามาตรการเยียวยา เบื้องต้นอาจกินไม่ได้เพราะต้องทำลายทิ้งและเข้าหลักภัยพิบัติ ซึ่งเกษตรกรไม่ได้ทำให้เกิดปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้ามแดนที่รัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือ
“ยกเว้นว่าคุณไม่ให้ความสำคัญต่อชีวิตประชาชน ผลิตผลปนเปื้อนไปแค่ไหนคุณไม่แคร์ คือละเลยความรับผิดชอบ ต้องประเมินว่ารุนแรงแค่ไหน ซึ่งมาตรการทำลายผลิตผลทิ้งจะนำไปสู่การป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงระยะยาว ต้องพิจารณาว่าจะเยียวยาเกษตรกรที่เสียหายอย่างไรบ้าง เช่น ชดเชยด้วยเงิน ผ่อนผันหนี้สิน เรื่องนี้ต้องใส่ใจ”น.ส.เพ็ญโฉม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าแม่น้ำกกมีความยาวในประเทศไทยกว่า 150 กม.ทำให้หลายคนคิดว่าสารโลหะหนักที่ถูกปล่อยมาจากต้นแม่น้ำอาจเจือจางและสามารถใช้น้ำได้ เพ็ญโฉมกล่าวว่า สารบางตัวเจือจางได้ แต่โลหะหนักมากับตะกอนซึ่งเป็นตัวที่อันตรายกว่า ดินโคลนที่พัดมาเมื่อกันยายน 2567 ที่เป็นสึนามิโคลน เราไม่รู้ว่ามีการตรวจหรือไม่ หากพบคือเข้าหลักพื้นที่อันตราย เราไม่ควรให้ดินโคลนนี้กระจายเพราะสารโลหะหนักไม่ได้หายไป แต่สามารถสะสมไปเรื่อยๆ หากนำดินโคลนนี้ปลูกพืชก็จะสะสมในลำต้นออกมากับผลผลิต เมื่อรับประทานก็เข้าสู่ร่างกาย
เมื่อถามอีกว่าฤดูฝนที่กำลังมาถึงหากเกิดน้ำหลากท่วมอีกครั้งแสดงว่าคนในลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำสายมีความเสี่ยงต่อสารพิษด้วย ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศกล่าวว่า ใช่ ดังนั้นต้องยับยั้งที่ต้นทาง มิเช่นนั้นจะมีความเสี่ยงมาก เพราะดินยิ่งเหลวยิ่งอันตราย หากท้องน้ำที่เป็นทรายก็พัดไปได้เรื่อยๆ แต่หากเป็นโคลนก็ยิ่งสะสมมาก ดังนั้นต้องตรวจและวิเคราะห์และควรมีนักวิจัยเข้ามาศึกษาทำการวิจัย
“ตอนนี้ทุกอย่างช้ามาก การปนเปื้อนเกิดตั้งแต่เมื่อไหร่ หากเกิดมา 3 ปีแล้ว (กรณีแม่น้ำสาย) การสะสมของมลพิษก็เริ่มไปแล้ว แต่การเริ่มดำเนินการตอนนี้ดีกว่าไม่ทำ”เพ็ญโฉม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องการติดขัดงบประมาณมีทางออกหรือไม่ เพ็ญโฉมกล่าวว่า รัฐบาลไทยไม่ให้น้ำหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมมาทุกยุค ในทางตรงกันข้ามกลับพยายามทำให้ปัญหาดูเล็กลง กฎหมายลงโทษต่อผู้ก่อมลพิษน้อยมาก โดยปรับไม่กี่หมื่นบาท เทียบไม่ได้กับความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเพราะกลัวว่าผู้ประกอบการรับไม่ไหว แต่ไม่คิดถึงความสูญเสียต่อเกษตรกรและสุขภาพประชาชน
“ความเสียหายแบบนี้ไม่กระทบต่อผู้มีอำนาจ การประกาศเขตภัยพิบัติไม่ง่าย ต้องให้มีผู้ป่วยมากๆ แต่รอให้ถึงเวลานั้นก็จะช้า โลหะหนักจะเข้าถึงตัวคนแล้ว หน่วยงานท้องถิ่นทำอะไรไม่ได้เพราะมีงบประมาณแค่นั้น ทำได้แค่นั้น ต้องจี้ให้รัฐบาลเอางบฉุกเฉินมาใช้ ไม่เช่นนั้นจะทำอะไรไม่ได้เลย ยิ่งปล่อยแบบนี้ปัญหายิ่งบานปลาย”เพ็ญโฉม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวคิดทำฝายดักตะกอนบริเวณที่แม่น้ำกกไหลเข้าประเทศไทย น.ส.เพ็ญโฉมกล่าวว่า ต้องมีการประเมินผลกระทบด้วยว่า จะทำได้จริงหรือไม่ และตะกอนที่ดักได้จะเอาไปทำอย่างไรและจะมีกี่ตัน และต้องขุดลอกความถี่อย่างไร เพราะนั่นจะเข้าลักษณะเป็นของเสียอันตราย ไม่ใช่แค่ทำฝายดักตะกอนแล้วจบ แต่ต้องทำงานต่อเนื่อง เพราะกรณีตัวอย่างที่คลิตี้ซึ่งมีตะกั่วสูงมาก เมื่อทำที่ดักแล้วคำถามคือจะฝังกลบในพื้นที่หรือนำออกไปกำจัดนอกพื้นที่ เพราะบริษัทที่กำจัดก็มีไม่กี่แห่ง ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูงมาก เมื่อขุดหลุมฝังกลบที่คลิตี้ก็ทำไม่ได้มาตรฐาน ยิ่งทำให้เกิดปัญหาใหม่แพร่กระจายออกไปวงกว้าง ขณะที่เหมืองทองในพม่าใหญ่กว่ามาก
ดังนั้นรัฐบาลไทยปล่อยแบบนี้ไม่ได้ ต้องรีบดำเนินการ เพราะจะกลายเป็นพื้นที่ปนเปื้อนใหญ่ที่สุดในประเทศหากไม่รีบแก้ปัญหา

