พ่อ ‘น้องแพน’ โต้ ไม่ได้บุกรุก-ลักทรัพย์ ตามที่ถูกยายแจ๋วแจ้งความ แค่เอาเสื้อของลูกกลับไปทำบุญ
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม นายเพิน พ่อของน้องแพน ผู้ป่วยเป็นมะเร็งปากเสียชีวิต เปิดเผยกับ “มติชน” ว่า ตามที่มีข่าวปรากฏอยู่ในสื่อต่างๆ ว่า มีทนายความคนหนึ่งได้พานางแจ๋ว หรือยายแจ๋ว ยายของน้องแพน ไปแจ้งความดำเนินคดีตนกับพวกรวม 7 คน ต่อพนักงานสอบสวน สภ.บ้านค่าย จ.ระยอง โดยกล่าวหาว่าบุกรุกบ้านและลักทรัพย์ ในบ้านที่น้องแพนอาศัยอยู่ก่อนเสียชีวิตนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะบ้านหลังดังกล่าวตนกับน้องแพน, นายวิชิต และน้องต้นข้าว ลูกของนายวิชิต ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกและหลานของตน ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวมานานหลายปีตั้งแต่เกิด ซึ่งน้องแพนขณะเสียชีวิตก็อายุ 34 ปีแล้ว ทรัพย์สินภายในบ้านก็เป็นของตนและลูกที่อยู่อาศัยกันภายในบ้านหลังดังกล่าว ส่วนยายแจ๋วกับนางสาวสมจิตร หรือน้าเตี้ย ลูกสาว ไม่เคยมาพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกับตนและลูกหลานเลย โดยนางแจ๋วและน้าเตี้ยพักอาศัยอยู่ในบ้านอีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าของบ้านที่ตนกับลูกพักอาศัย ยายแจ๋วและน้าเตี้ยจะเข้ามาบ้านหลังนี้เฉพาะในช่วงเวลาที่จะต้องมาคอยดูแลน้องแพน ตามที่น้องแพนได้จ่ายเงินเป็นค่าดูแลให้กับน้าเตี้ยไว้ในแต่ละเดือน แต่ทั้งยายแจ๋วและน้าเตี้ยไม่เคยมานอนพักเป็นประจำ โดยตอนกลางคืนก็จะกลับไปนอนพักที่บ้านของตัวเอง
ในช่วงวันเกิดเหตุญาติทางจังหวัดมุกดาหารได้เดินทางมาร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศล 100 วันให้กับน้องแพน โดยหลังวันงานเสร็จสิ้นก็ได้เดินทางกลับมุกดาหาร และได้นำเอาเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ของน้องแพนกับนายวิชิต และเสื้อผ้าของน้องต้นข้าวกลับไปด้วย โดยในตู้เสื้อผ้าก็มีแต่เสื้อผ้าของน้องแพนกับน้องต้นข้าว ตอนที่ขนสิ่งของขึ้นรถเป็นเวลาประมาณ 15.30 น. ยายแจ๋วกับน้าเตี้ยก็อยู่ด้วยและเห็นเหตุการณ์โดยตลอด โดยยายแจ๋วยังได้ทักท้วงว่าเป็นคนออกเงินซื้อตู้เสื้อผ้า ขณะที่ตนรับทราบมาว่าน้องแพนเป็นคนซื้อตู้เสื้อผ้า แต่ก็ไม่อยากให้มีปัญหากระทบกระทั่งกัน ประกอบกับในตู้เสื้อผ้ามีเสื้อผ้าของน้องแพนและของหลานสาวอยู่ภายใน จึงไม่อยากนำออกจากตู้ เลยสอบถามให้ยายแจ๋วคิดมูลค่าตู้เสื้อผ้าดังกล่าวว่าจะต้องจ่ายเงินให้เท่าไหร่จึงจะเอาตู้เสื้อผ้ากลับไปได้ ซึ่งยายแจ๋วก็ตอบว่าต้องจ่ายให้ 3,000 บาท จึงได้มีการจ่ายเงินให้กับยายแจ๋วไป และจากนั้นญาติก็ได้เดินทางกลับมุกดาหาร โดยไม่ได้มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นอีก จนกระทั่งเวลาผ่านมานานร่วม 5 เดือน จึงได้มีทนายความพายายแจ๋วไปแจ้งความดำเนินคดีตนกับพวกดังกล่าว
“ทั้งนี้ ตนและลูกหลานญาติพี่น้องอยากจะฝากความในใจไปถึงยายแจ๋วและน้าเตี้ย ว่า พวกเรายังคงรักและเคารพยายและน้าฉันญาติผู้ใหญ่เหมือนเดิม อยากให้กลับมารักใคร่ผูกพันกันเช่นเดิม ไม่อยากให้ไปเชื่อคนที่มายุแหย่ให้พวกเราผิดใจกัน โกรธเคืองกัน ฟ้องร้องกัน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวยายและน้าจะรู้เรื่องดีที่สุดว่าที่จริงแล้วไม่ได้มีการบุกรุกและไม่ได้มีการลักเอาทรัพย์สินของยายกับน้าเตี้ยไปแต่อย่างใด เป็นเพียงเอาทรัพย์สินของน้องแพนกลับมาเพื่อระลึกถึงเป็นการเตือนความทรงจำ และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่น้องแพนเท่านั้น ส่วนเรื่องทรัพย์มรดกของน้องแพนก็อยากให้มีการพูดคุยกันในวงญาติเพื่อจะได้จบเรื่องดังกล่าวด้วยดีต่อกัน” นายเพินกล่าว

