สรวงศ์ สานต่อกระเช้าขึ้นภูกระดึง เตรียมเปิดหน้าหนาวปี 70 เร่งของบ 1.57 แสนลบ. กระตุ้นเที่ยวไทย
วันที่ 21 พฤษภาคม นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เตรียมเดินหน้าก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง วงเงิน 1,000 ล้านบาท โดยมีจำนวนกระเช้า 32 ตู้ บรรจุได้ 8 คนต่อตู้ เริ่มออกแบบภายในเดือนพฤษภาคม 2568 นี้

นายสรวงศ์ กล่าวว่า คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 30 เดือน หรือ 2 ปี 6 เดือน นับตั้งแต่วันเริ่มออกแบบ พร้อมเปิดให้บริการช่วงเดือนพฤศจิกายน 2570 ซึ่ง อพท.ได้วางกรอบการดําเนินงานไว้อย่างรอบคอบ ทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้กฎหมายและกลไกการกลั่นกรองที่ชัดเจน โดยนับถอยหลังช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปภูกระดึง ประมาณ 6.5 หมื่นคนต่อปี ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่มีพลังขึ้นไหว เพราะเส้นทางมีความทุลักทุเลพอสมควร ทำให้การมีกระเช้าที่ออกแบบมา 32 ตู้นี้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกเพศทุกวัย เพิ่มคนขึ้นไปเที่ยวภูกระดึงได้เป็น 2 เท่า ส่งผลให้การหมุนเวียนของนักท่องเที่ยวจะมากขึ้น ลดการค้างแรม ลดขยะ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อการขนส่งผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วยด้วย
“ตามกำหนดจะเปิดในหน้าหนาวของปี 2570 เพื่อให้คนไทยได้ใช้บริการ ตัวเลขงบประมาณอยู่ในขั้นตอนของการออกแบบและทำโครงการจัดจ้าง (ทีโออาร์) ออกมา จึงจะมีเม็ดเงินที่ชัดเจนว่าใช้จำนวนเท่าใดแน่ แต่งบประมาณเบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาท เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันการทำกระเช้าไม่ได้ยากแล้ว ซึ่งทุกอย่างได้รับการยืนยันจากคนในพื้นที่ให้ดำเนินการสร้างได้ รวมถึงจากนี้ขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อจนก่อสร้างแล้วเสร็จ จะรับฟังเสียงของชาวพื้นที่ให้มากที่สุด เพราะอย่างไรอาชีพลูกหาบก็ต้องยังอยู่ แต่เปลี่ยนจากเดินขึ้นเขาในแนวดิ่งเป็นหาบในที่ราบแทน เพื่อช่วยเคลื่อนย้ายให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่ามีลูกหาบที่ป่วยติดเตียง กระดูกผิดรูป และลูก หลาน ก็ไม่ได้อยากทำอาชีพนี้ต่อ ส่วนการจัดเก็บค่าขึ้นกระเช้า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเหมาะสมพร้อมดูโมเดลในหลายแห่งประกอบด้วย แต่ยืนยันว่าจะทำราคาที่นักท่องเที่ยวทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย สามารถใช้บริการได้” นายสรวงศ์ กล่าว

นายสรวงศ์ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะยื่นของบประมาณเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านการใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 ล้านบาท จำนวน 3,180 ล้านบาท จากเดิมที่จะขอใช้งบกลางดำเนินโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง จำนวน 3,500 ล้านบาท ปรับลดลงมาเพื่อดำเนิน 3 โครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว ได้แก่ 1.เที่ยวไทยคนละครึ่ง 1 ล้านสิทธิ ใช้งบประมาณ 1,780 ล้านบาท รัฐบาลสมทบเที่ยวเมืองหลัก 40% เมืองรองหรือเมืองน่าเที่ยว 50% จำกัดสูงสุด 6 สิทธิต่อคนต่อสิทธิ 2.การสนับสนุนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (โอทีเอ) จำนวน 21 ราย อุดหนุนค่าธรรมเนียมเพื่อกระตุ้นการเที่ยวไทย ซึ่งมีตัวชี้วัดผลสำเร็จของโครงการผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามา สะท้อนเม็ดเงินที่จะเกิดขึ้นหลังดำเนินโครงการ เหมือนปี 2567 ที่มีการสนับสนุนโอทีเอ 270 ล้านบาท ซึ่งมีการประเมินผลเม็ดเงินที่เกิดขึ้นหลังการสนับสนุนประมาณ 10,000 ล้านบาท และ 3.โครงการส่งเสริมตลาดจีนโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำร่วมกับสายการบินในตลาดจีน สนับสนุนทั้งเที่ยวบินประจำ (Regular Flight) และเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) ประมาณ 3-3.5 แสนบาท บนเงื่อนไขการการันตีผู้โดยสาร มีอัตราการขนส่ง (Load Factor) ไม่ต่ำกว่า 85% โดยจะให้น้ำหนักการสนับสนุนแก่เที่ยวบินเช่าเหมาลำมากกว่า เพราะเที่ยวบินประจำได้อานิสงส์บางส่วนจากโครงการส่งเสริมตลาดร่วมกับโอทีเอแล้ว
นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. กล่าวว่า อพท. ได้รับงบประมาณจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 25.4 ล้านบาท ในการทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างเข้มข้น และดําเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายหรือกฎระเบียบทุกประการ ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม กายภาพ สังคม สุขภาพ และชุมชน พร้อมทั้งจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วม ออกแบบโดยไม่รบกวนธรรมชาติ โดยยึดแนวคิด Minimum Intervention ซึ่งสถานีและเส้นทางกระเช้าถูกเลือกให้กระทบต่อธรรมชาติน้อยที่สุดและเมื่อกระเช้าพร้อมใช้งาน แนวโน้มการพักแรมบนยอดภูจะลดลงซึ่งจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศในระยะยาว

